ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของเด็กโดยตรง เพราะบุตรมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลทั้งด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย การศึกษา สุขภาพ และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แม้บิดามารดาจะเลิกรากัน แยกกันอยู่ หรือหย่ากันแล้ว หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ และยังต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วเฉพาะกรณีที่บุตรทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองไม่ได้
ดังนั้น หากพ่อหรือแม่ฝ่ายใดไม่ส่งเสียเลี้ยงดูบุตร หรือส่งเสียไม่เพียงพอ อีกฝ่ายหนึ่งอาจใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ โดยศาลจะพิจารณาจากความจำเป็นของบุตร ฐานะของผู้มีหน้าที่จ่าย และพฤติการณ์ของแต่ละครอบครัวเป็นรายกรณี
ค่าเลี้ยงดูบุตร หรือในทางกฎหมายมักเรียกว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร” คือ เงินหรือค่าใช้จ่ายที่บิดาหรือมารดาต้องรับผิดชอบเพื่อให้บุตรสามารถดำรงชีวิต เติบโต และได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม
ค่าเลี้ยงดูบุตรไม่ได้หมายถึงค่าอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นหลายด้าน เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเล่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของบุตร
หลักสำคัญคือ ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิของบุตร ไม่ใช่เงินส่วนตัวของพ่อหรือแม่ฝ่ายที่เลี้ยงดูบุตร ดังนั้น แม้บิดามารดาจะมีปัญหาขัดแย้งกัน หน้าที่ต่อบุตรยังคงต้องดำเนินต่อไป
กฎหมายกำหนดให้บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตร โดยเฉพาะในช่วงที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ ซึ่งโดยทั่วไปคือยังไม่บรรลุนิติภาวะ
นอกจากนี้ มาตรา 1565 ยังระบุว่า การร้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือขอให้บุตรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูโดยประการอื่น นอกจากอัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวแล้ว บิดาหรือมารดาก็สามารถนำคดีขึ้นว่ากล่าวได้
กล่าวง่าย ๆ คือ หากฝ่ายหนึ่งไม่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายของบุตร อีกฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรต่อศาลได้ เพื่อให้ศาลกำหนดจำนวนเงินและหน้าที่การชำระให้ชัดเจน
การฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรสามารถเกิดขึ้นได้หลายกรณี เช่น พ่อหรือแม่แยกกันอยู่ อีกฝ่ายไม่ส่งเสียค่าใช้จ่ายเลย ส่งเงินไม่สม่ำเสมอ ส่งเงินน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริง หรือมีข้อตกลงกันไว้แล้วแต่ฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม
ตามหลักกฎหมายเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู มาตรา 1598/38 วางหลักว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตรสามารถเรียกจากกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือได้รับไม่เพียงพอ โดยศาลจะคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี
ตัวอย่าง
มารดาเป็นผู้ดูแลบุตรหลังแยกทางกับบิดา บิดาเคยตกลงว่าจะส่งค่าเลี้ยงดูเดือนละ 8,000 บาท แต่ภายหลังไม่ส่งเงินติดต่อกันหลายเดือน มารดาสามารถรวบรวมหลักฐานค่าใช้จ่ายของบุตรและหลักฐานการไม่ชำระเงิน เพื่อฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรต่อศาลได้
ผู้ที่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรโดยทั่วไป ได้แก่ บิดา มารดา ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร หรือผู้ปกครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานะทางกฎหมายและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
1. มารดาของบุตร
มารดาที่เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรอยู่ สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากบิดาได้ หากบิดาไม่ช่วยส่งเสียหรือส่งเสียไม่เพียงพอ
ตัวอย่าง
แม่ดูแลลูกวัย 6 ขวบเพียงลำพัง มีค่าอาหาร ค่าเรียน และค่ารักษาพยาบาล แต่พ่อไม่ช่วยจ่ายเลย แม่สามารถฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรจากพ่อได้
2. บิดาของบุตร
หากบิดาเป็นฝ่ายดูแลบุตรอยู่ และมารดาไม่ช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่าย บิดาก็สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากมารดาได้เช่นกัน
ตัวอย่าง
พ่อเป็นผู้เลี้ยงลูกหลังจากแม่ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด แม่มีรายได้แต่ไม่เคยช่วยค่าใช้จ่ายบุตร พ่อสามารถใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากแม่ได้
3. ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
ในบางกรณี ศาลอาจกำหนดให้บุคคลใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร เช่น พ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากบุคคลนั้นเป็นผู้ดูแลบุตรและต้องรับภาระค่าใช้จ่าย ก็สามารถดำเนินการเพื่อประโยชน์ของบุตรได้
4. ผู้ปกครองโดยชอบด้วยกฎหมาย
หากบุตรอยู่ในความดูแลของบุคคลอื่น เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือผู้ปกครองที่กฎหมายรับรอง บุคคลนั้นอาจมีสิทธิดำเนินการเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูแทนบุตรได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมาย
การหย่าระหว่างพ่อแม่ไม่ได้ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรสิ้นสุดลง แม้สถานะสมรสของบิดามารดาจะสิ้นสุด แต่ความเป็นพ่อแม่และหน้าที่ต่อบุตรยังคงอยู่
หากในทะเบียนหย่าหรือบันทึกข้อตกลงหย่ามีการกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรไว้แล้ว แต่อีกฝ่ายไม่จ่ายตามที่ตกลงไว้ ฝ่ายที่เลี้ยงดูบุตรสามารถนำข้อตกลงดังกล่าวมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินการทางกฎหมายได้
ตัวอย่าง
พ่อแม่หย่ากันโดยตกลงในบันทึกหย่าว่า พ่อจะจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท แต่จ่ายเพียง 2 เดือนแล้วหยุดจ่าย แม่สามารถนำบันทึกข้อตกลงการหย่า หลักฐานการโอนเงิน และค่าใช้จ่ายของบุตรไปประกอบการฟ้องร้องหรือบังคับตามสิทธิได้
กรณีนี้ต้องแยกพิจารณาเรื่อง “สถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย” เป็นสำคัญ
โดยทั่วไป มารดาเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรตั้งแต่บุตรเกิด แต่บิดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดา อาจต้องมีการจดทะเบียนรับรองบุตร หรือมีคำพิพากษาศาลให้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนหรือพร้อมกับการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร
ตัวอย่าง
หญิงชายอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาฝ่ายชายไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายบุตร หากฝ่ายชายยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร มารดาอาจต้องดำเนินคดีขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชาย พร้อมเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในคดีเดียวกันตามความเหมาะสม
หลายคนเข้าใจว่าค่าเลี้ยงดูบุตรมีอัตราตายตัว เช่น เดือนละ 5,000 บาท หรือ 10,000 บาท แต่ในความเป็นจริง กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินตายตัว ศาลจะพิจารณาเป็นรายกรณี โดยดูจากหลายปัจจัยประกอบกัน
1. อายุและความจำเป็นของบุตร เด็กแต่ละวัยมีค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน เด็กเล็กอาจมีค่าอาหาร นม ผ้าอ้อม ค่ายา และค่าดูแล ส่วนเด็กวัยเรียนอาจมีค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง และกิจกรรมต่าง ๆ
2. ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรมโรงเรียน หรือค่าเดินทางไปโรงเรียน เป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลอาจนำมาพิจารณา
3. ค่าครองชีพและสุขภาพ ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภค ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าประกันสุขภาพ และค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวันของบุตร ล้วนเป็นข้อมูลที่ควรนำมาแสดงต่อศาล
4. รายได้และฐานะของบิดามารดา ศาลจะพิจารณาความสามารถในการหารายได้ รายได้ประจำ ทรัพย์สิน ภาระหนี้สิน และความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของบิดามารดาทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ดูเฉพาะจำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง
5. พฤติการณ์ของแต่ละครอบครัว ศาลอาจพิจารณาพฤติการณ์เฉพาะ เช่น ใครเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรเป็นหลัก อีกฝ่ายเคยส่งเสียเท่าใด ค่าใช้จ่ายของบุตรจำเป็นจริงหรือไม่ และการกำหนดค่าเลี้ยงดูจำนวนใดจึงเหมาะสมที่สุดกับประโยชน์ของบุตร
ค่าเลี้ยงดูบุตรอาจครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลายประเภท เช่น
การฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรควรเตรียมหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อให้ศาลเห็นถึงความจำเป็นของบุตรและความสามารถของผู้มีหน้าที่จ่าย
1. รวบรวมหลักฐาน เริ่มจากรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับบุตร ค่าใช้จ่าย รายได้ของคู่กรณี และหลักฐานการไม่ส่งเสียเลี้ยงดู เพื่อให้เห็นภาพรวมของข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน
2. ปรึกษาทนายความ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินสิทธิทางกฎหมาย ตรวจสอบว่าคดีควรยื่นในลักษณะใด ต้องฟ้องรับรองบุตรร่วมด้วยหรือไม่ และควรเรียกค่าเลี้ยงดูจำนวนเท่าใดจึงเหมาะสม
3. ยื่นฟ้องต่อศาล เมื่อเตรียมคำฟ้องและเอกสารครบถ้วนแล้ว จะยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ โดยคดีเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวโดยทั่วไปจะอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีหมวดบทความ/คลังความรู้เกี่ยวกับ “เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู” โดยเฉพาะ
4. ศาลนัดไกล่เกลี่ยหรือพิจารณาคดี คดีครอบครัวมักมีขั้นตอนการไกล่เกลี่ย เพื่อเปิดโอกาสให้คู่กรณีตกลงกันได้ เช่น จำนวนเงินที่ต้องจ่าย วันชำระ วิธีชำระ และค่าใช้จ่ายพิเศษของบุตร หากตกลงกันได้ ศาลอาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือมีคำพิพากษาตามข้อตกลง
5. ศาลมีคำพิพากษา หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐาน และมีคำพิพากษากำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงความจำเป็นของบุตร ฐานะของผู้รับ ความสามารถของผู้มีหน้าที่จ่าย และพฤติการณ์ของคดี
หากศาลมีคำพิพากษาหรือมีข้อตกลงในศาลแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูตามกำหนด ฝ่ายที่มีสิทธิรับเงินสามารถดำเนินการตามกฎหมายเพื่อบังคับคดีได้ เช่น ขอให้บังคับชำระเงินตามคำพิพากษา อายัดเงินเดือน อายัดบัญชีเงินฝาก หรือยึดทรัพย์สินตามขั้นตอนกฎหมาย
ตัวอย่าง
ศาลพิพากษาให้พ่อจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 12,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน แต่พ่อไม่จ่ายติดต่อกัน 6 เดือน แม่สามารถรวบรวมหลักฐานการไม่ชำระเงิน และดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้
ค่าเลี้ยงดูบุตรสามารถขอปรับเพิ่มหรือลดภายหลังได้ หากพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไป
มาตรา 1598/39 วางหลักว่า เมื่อผู้มีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไป ศาลอาจสั่งแก้ไขเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้
ตัวอย่างการขอเพิ่ม
เดิมศาลกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 6,000 บาท ขณะนั้นบุตรยังเล็ก ต่อมาบุตรเข้าโรงเรียน มีค่าเทอม ค่าเดินทาง และค่าเรียนเพิ่มขึ้น ขณะที่บิดามีรายได้สูงขึ้น มารดาอาจร้องขอให้ศาลปรับเพิ่มค่าเลี้ยงดูบุตรได้
ตัวอย่างการขอลด
ศาลเคยกำหนดค่าเลี้ยงดูเดือนละ 15,000 บาท ต่อมาผู้มีหน้าที่จ่ายประสบปัญหาทางการเงินร้ายแรง รายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีเหตุจำเป็นด้านสุขภาพ อาจร้องขอให้ศาลพิจารณาลดค่าเลี้ยงดูได้ แต่ต้องมีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน
การฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของบุตร หากพ่อหรือแม่ฝ่ายใดไม่ส่งเสียเลี้ยงดู หรือส่งเสียไม่เพียงพอ อีกฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต่อศาลได้
ศาลจะพิจารณาจากอายุและความจำเป็นของบุตร ค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย การศึกษา สุขภาพ รายได้ของบิดามารดา และพฤติการณ์ของแต่ละครอบครัว โดยไม่มีอัตราค่าเลี้ยงดูตายตัว
แม้พ่อแม่จะหย่ากันหรือแยกกันอยู่ หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรยังคงมีอยู่ หากมีคำพิพากษาแล้วไม่ปฏิบัติตาม สามารถดำเนินการบังคับคดีได้ และหากภายหลังรายได้ ฐานะ หรือค่าใช้จ่ายของบุตรเปลี่ยนแปลง ก็อาจขอเพิ่มหรือลดค่าเลี้ยงดูบุตรได้ตามกฎหมาย
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา