ทรัพย์สินระหว่างสมรสเป็นเรื่องที่คู่สมรสหลายคู่มองข้าม จนเกิดปัญหาเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินไปขาย โอน จำนอง หรือทำนิติกรรมโดยอีกฝ่ายไม่รู้หรือไม่ยินยอม โดยเฉพาะทรัพย์สินสำคัญ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโด รถยนต์ หรือทรัพย์สินมูลค่าสูง
หลายคนเข้าใจว่า “ทรัพย์สินมีชื่อของฝ่ายใด ฝ่ายนั้นย่อมขายหรือโอนได้เอง” แต่ในทางกฎหมาย หากทรัพย์สินนั้นเป็น สินสมรส การจัดการบางอย่างอาจต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แม้ชื่อในโฉนดหรือเอกสารกรรมสิทธิ์จะมีเพียงชื่อฝ่ายเดียวก็ตาม
บทความนี้จะอธิบายว่า สินสมรสคืออะไร หากคู่สมรสอีกฝ่ายขายหรือโอนสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอม สามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่ ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง และควรดำเนินการอย่างไรเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนเอง
สินสมรส คือ ทรัพย์สินที่กฎหมายถือว่าเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรส แม้จะมีชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเอกสารกรรมสิทธิ์ก็ตาม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 สินสมรส ได้แก่ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือการให้เป็นหนังสือเมื่อระบุว่าเป็นสินสมรส และดอกผลของสินส่วนตัว อีกทั้งหากสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส
กล่าวง่าย ๆ คือ หากทรัพย์สินได้มาระหว่างจดทะเบียนสมรส โดยทั่วไปอาจถือเป็นสินสมรส เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว เช่น เป็นทรัพย์ที่มีมาก่อนสมรส ได้รับมรดกโดยส่วนตัว หรือได้รับให้โดยเสน่หาโดยไม่ได้ระบุว่าเป็นสินสมรส
ตัวอย่าง
สามีและภริยาจดทะเบียนสมรสกันในปี 2560 ต่อมาปี 2563 สามีซื้อที่ดิน 1 แปลงโดยใช้เงินรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส แม้โฉนดที่ดินจะมีชื่อสามีเพียงคนเดียว ที่ดินดังกล่าวอาจเป็นสินสมรสได้ เพราะได้มาระหว่างสมรสและเกี่ยวข้องกับรายได้ของครอบครัว
ก่อนพิจารณาว่าจะฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่ ต้องแยกให้ชัดว่า ทรัพย์สินที่ถูกขายหรือโอนเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว
1. สินสมรส โดยทั่วไปคือทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เช่น บ้านที่ซื้อระหว่างสมรส ที่ดินที่ซื้อหลังแต่งงาน เงินฝากที่เกิดจากรายได้ระหว่างสมรส รถยนต์ที่ซื้อระหว่างสมรส หรือดอกผลของสินส่วนตัว เช่น ค่าเช่าจากบ้านที่เป็นสินส่วนตัว
2. สินส่วนตัว เช่น ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรส ทรัพย์ที่ได้รับมรดกหรือได้รับให้โดยเสน่หาเป็นการส่วนตัว ของใช้ส่วนตัว เครื่องมือประกอบอาชีพ หรือของหมั้น
ตัวอย่าง
ภริยามีที่ดินอยู่ก่อนจดทะเบียนสมรส ที่ดินนั้นโดยหลักเป็นสินส่วนตัวของภริยา แม้ภายหลังจะสมรสแล้ว สามีไม่สามารถอ้างว่าเป็นสินสมรสเพียงเพราะเป็นคู่สมรสกันได้ แต่หากระหว่างสมรสมีการนำเงินสินสมรสไปปลูกบ้านบนที่ดิน อาจเกิดประเด็นเรื่องสิทธิเรียกร้องหรือมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
ถือเป็นสินสมรสได้ค่ะ หากทรัพย์สินนั้นได้มาระหว่างสมรสและไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นสินส่วนตัว ชื่อในเอกสารกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย สมุดคู่มือรถ หรือบัญชีธนาคาร เป็นหลักฐานสำคัญ แต่ไม่ได้เป็นคำตอบเด็ดขาดเสมอไปว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส ต้องดูที่มาของทรัพย์สิน วันที่ได้มา แหล่งเงินที่ใช้ซื้อ และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่าง
ระหว่างสมรส ภริยาซื้อคอนโดโดยใช้เงินเดือนและเงินเก็บที่เกิดขึ้นหลังสมรส แต่ใส่ชื่อภริยาเพียงคนเดียวในเอกสารกรรมสิทธิ์ หากไม่มีหลักฐานว่าใช้เงินส่วนตัวที่มีมาก่อนสมรส คอนโดดังกล่าวอาจถูกสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสได้
ขึ้นอยู่กับประเภทของนิติกรรมและทรัพย์สิน โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 กำหนดว่า คู่สมรสต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายในกรณีสำคัญ เช่น ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก จำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้ การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี การให้กู้ยืมเงิน การให้โดยเสน่หา การประนีประนอมยอมความ หรือการนำทรัพย์สินไปเป็นหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล
ดังนั้น หากเป็นทรัพย์สินสำคัญ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโด หรือรถยนต์ที่เป็นสินสมรส การขาย โอน หรือจำนองโดยไม่มีความยินยอมจากอีกฝ่าย อาจมีปัญหาทางกฎหมายตามมาได้
ตัวอย่าง
สามีนำที่ดินที่ซื้อระหว่างสมรสไปขายให้บุคคลอื่น โดยภริยาไม่ทราบและไม่เคยลงนามยินยอม หากที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสและผู้ซื้อทราบหรือควรทราบว่าเป็นสินสมรส แต่ยังรับโอนโดยไม่สุจริต ภริยาอาจมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้
โดยหลัก อาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ หากเป็นการจัดการสินสมรสที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่มีการทำนิติกรรมไปโดยไม่ได้รับความยินยอม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 กำหนดว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจัดการสินสมรสที่ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายตามมาตรา 1476 แต่ทำนิติกรรมไปฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่าย คู่สมรสอีกฝ่ายอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่ได้ให้สัตยาบันภายหลัง หรือขณะทำนิติกรรม บุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
หมายความว่า ไม่ใช่ทุกกรณีที่ไม่มีความยินยอมแล้วจะเพิกถอนได้ทันที ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริง เช่น ทรัพย์นั้นเป็นสินสมรสจริงหรือไม่ ต้องได้รับความยินยอมหรือไม่ ผู้รับโอนสุจริตหรือไม่ เสียค่าตอบแทนจริงหรือไม่ และคู่สมรสอีกฝ่ายเคยรับรู้หรือให้สัตยาบันภายหลังหรือไม่
เรื่องเวลามีความสำคัญมาก เพราะมาตรา 1480 กำหนดระยะเวลาฟ้องไว้ว่า ห้ามฟ้องเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น
ดังนั้น หากทราบว่าคู่สมรสขายหรือโอนสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม ควรรีบตรวจสอบเอกสารและปรึกษาทนายความโดยเร็ว ไม่ควรรอนาน เพราะอาจเสียสิทธิในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้
ตัวอย่าง
ภริยาทราบในเดือนมีนาคม 2568 ว่าสามีขายที่ดินสินสมรสไปตั้งแต่ปี 2566 โดยภริยาไม่เคยยินยอม หากต้องการฟ้องเพิกถอน ต้องพิจารณาระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่รู้เหตุ และไม่เกิน 10 ปีนับจากวันที่ทำนิติกรรม ทั้งนี้ควรให้ทนายประเมินเอกสารและข้อเท็จจริงโดยละเอียด
แม้จะเป็นสินสมรสและคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้ยินยอม แต่ยังมีบางกรณีที่อาจเพิกถอนนิติกรรมไม่ได้ เช่น
1. คู่สมรสอีกฝ่ายให้สัตยาบันภายหลัง หากภายหลังจากการขายหรือโอน คู่สมรสอีกฝ่ายรับรองหรือยอมรับนิติกรรมนั้น เช่น ลงนามรับรองภายหลัง รับเงินส่วนแบ่งจากการขาย หรือมีพฤติการณ์แสดงว่ายอมรับการขาย ศาลอาจพิจารณาว่าได้ให้สัตยาบันแล้ว
ตัวอย่าง
สามีขายที่ดินสินสมรสโดยไม่ได้แจ้งภริยา แต่ภายหลังภริยาทราบและยินยอมรับเงินส่วนแบ่งจากการขาย พร้อมลงนามในเอกสารยืนยันว่าไม่ติดใจเรียกร้อง ภริยาอาจไม่สามารถกลับมาฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ง่าย
2. บุคคลภายนอกสุจริตและเสียค่าตอบแทน หากผู้ซื้อหรือผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกที่สุจริต ไม่ทราบว่ามีปัญหาเรื่องความยินยอมของคู่สมรส และได้ชำระค่าตอบแทนจริง การเพิกถอนอาจทำได้ยากหรือทำไม่ได้ตามข้อยกเว้นของมาตรา 1480
ตัวอย่าง
ผู้ซื้อซื้อบ้านจากสามีซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนด ตรวจสอบเอกสารตามสมควร ชำระราคาตามจริง และไม่ทราบว่าบ้านเป็นสินสมรสที่ภริยาไม่ได้ยินยอม กรณีนี้ศาลอาจต้องพิจารณาว่าผู้ซื้อสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ หากรับฟังได้ว่าเป็นเช่นนั้น การเพิกถอนอาจติดข้อจำกัดตามกฎหมาย
3. ทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัว ไม่ใช่สินสมรส หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกขายหรือโอนเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายที่ขายหรือโอน เช่น ได้มาก่อนสมรส หรือได้รับมรดกเป็นการส่วนตัว อีกฝ่ายอาจไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนในฐานะสินสมรส
4. ฟ้องเกินกำหนดเวลา หากพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่รู้เหตุ หรือพ้น 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรม อาจหมดสิทธิฟ้องเพิกถอนตามมาตรา 1480
หากพบว่าทรัพย์สินระหว่างสมรสถูกขายหรือโอนโดยไม่ได้รับความยินยอม ควรตรวจสอบข้อมูลดังนี้
1. ตรวจสอบเอกสารการซื้อขายหรือการโอน เช่น โฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย สัญญาให้ สัญญาจำนอง หนังสือมอบอำนาจ รายการจดทะเบียน หรือเอกสารจากสำนักงานที่ดิน
2. ตรวจสอบวันที่ได้ทรัพย์สินมา ต้องดูว่าทรัพย์สินได้มาก่อนสมรส ระหว่างสมรส หรือหลังหย่า เพราะวันที่ได้มามีผลต่อการพิจารณาว่าเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว
3. ตรวจสอบแหล่งเงินที่ใช้ซื้อ ควรตรวจสอบว่าใช้เงินใดซื้อทรัพย์สิน เช่น เงินเดือนระหว่างสมรส เงินเก็บร่วม เงินกู้ร่วม เงินส่วนตัวที่มีมาก่อนสมรส หรือเงินมรดกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
4. ตรวจสอบว่ามีการให้ความยินยอมหรือไม่ ต้องดูว่าเคยลงนามยินยอม เคยให้หนังสือมอบอำนาจ เคยรับรู้และยอมรับภายหลัง หรือมีพฤติการณ์ที่อาจถือเป็นการให้สัตยาบันหรือไม่
5. ตรวจสอบผู้ซื้อหรือผู้รับโอน ควรดูว่าเป็นบุคคลภายนอกทั่วไป ญาติ คนใกล้ชิด หรือบุคคลที่อาจรู้ถึงปัญหาภายในครอบครัว เพราะมีผลต่อการพิสูจน์เรื่องความสุจริตของผู้รับโอน
6. เก็บหลักฐานการชำระเงินและการครอบครอง เช่น หลักฐานโอนเงิน ใบเสร็จ สัญญาเงินกู้ หลักฐานการผ่อนชำระ ภาพถ่ายการอยู่อาศัย หรือหลักฐานว่าครอบครัวใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นร่วมกัน
ประเด็นเรื่องศาลต้องดูจาก “คำฟ้อง” และ “ข้อเท็จจริงหลักของคดี” เป็นสำคัญ ไม่ใช่ดูเพียงว่าคู่กรณีเป็นสามีภริยาเท่านั้น
1. อาจเป็นคดีครอบครัว หากข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สมรส การจัดการสินสมรส การแบ่งสินสมรส หรือทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อาจอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว
ตัวอย่าง
ภริยาฟ้องสามีและผู้รับโอน ขอให้เพิกถอนการขายที่ดินที่ได้มาระหว่างสมรส เพราะเป็นสินสมรสและตนไม่ได้ให้ความยินยอม ประเด็นหลักเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสระหว่างคู่สมรส จึงอาจเป็นคดีครอบครัว
2. อาจเป็นคดีแพ่งทั่วไป
หากประเด็นหลักเป็นเรื่องทรัพย์สินส่วนตัว นิติกรรมทั่วไป สัญญาซื้อขาย การฉ้อฉล หรือการเพิกถอนการโอนที่ไม่ได้มีฐานจากความสัมพันธ์คู่สมรสโดยตรง อาจต้องฟ้องต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจ
ตัวอย่าง
สามีก่อนสมรสมีที่ดินเป็นสินส่วนตัว ต่อมาขายที่ดินนั้นให้บุคคลอื่น ภริยาไม่พอใจและต้องการฟ้องเพิกถอน หากไม่มีประเด็นว่าสินนั้นเป็นสินสมรส อาจไม่ใช่คดีครอบครัวเสมอไป แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและฐานคำฟ้องเป็นรายคดี
ขั้นตอนที่ 1 รวบรวมเอกสารและหลักฐาน
เริ่มจากรวบรวมทะเบียนสมรส โฉนดที่ดิน เอกสารรถยนต์ สัญญาซื้อขาย สัญญาจำนอง เอกสารการโอน หลักฐานการชำระเงิน รายการเดินบัญชี และหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบสถานะของทรัพย์สิน
วิเคราะห์ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว โดยดูวันที่ได้มา แหล่งเงินที่ใช้ซื้อ และเอกสารประกอบ
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบนิติกรรมที่เกิดขึ้น
ดูว่ามีการขาย โอน จำนอง ให้เช่า หรือทำนิติกรรมใด เกิดขึ้นเมื่อใด ใครเป็นคู่สัญญา และต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหรือไม่
ขั้นตอนที่ 4 ประเมินโอกาสเพิกถอน
พิจารณาว่าผู้รับโอนสุจริตหรือไม่ เสียค่าตอบแทนจริงหรือไม่ มีการสมคบกันหรือไม่ อีกฝ่ายให้สัตยาบันภายหลังหรือไม่ และยังอยู่ภายในกำหนดเวลาฟ้องหรือไม่
ขั้นตอนที่ 5 ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ
หากมีเหตุและพยานหลักฐานเพียงพอ อาจยื่นฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรม ขอให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่สถานะเดิม หรือขอให้ศาลมีคำสั่งตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ควรให้ทนายความจัดทำคำฟ้องให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและอำนาจศาล
ตัวอย่างที่ 1: สามีขายที่ดินที่ซื้อระหว่างสมรสโดยไม่บอกภริยา
สามีซื้อที่ดินหลังจดทะเบียนสมรส โดยใช้เงินรายได้ระหว่างสมรส แต่ใส่ชื่อสามีคนเดียว ต่อมาสามีขายที่ดินให้ญาติสนิทในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงโดยไม่แจ้งภริยา ภริยาอาจตรวจสอบได้ว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่ ผู้รับโอนรู้หรือควรรู้ข้อเท็จจริงหรือไม่ และมีเหตุฟ้องเพิกถอนนิติกรรมหรือไม่
ตัวอย่างที่ 2: ภริยาโอนบ้านให้บุคคลอื่นก่อนฟ้องหย่า
ภริยาเป็นผู้มีชื่อในบ้านที่ซื้อระหว่างสมรส ต่อมาโอนบ้านให้บุคคลใกล้ชิดก่อนมีการฟ้องหย่า หากสามีพิสูจน์ได้ว่าบ้านเป็นสินสมรส การโอนทำโดยไม่สุจริต และกระทบสิทธิในสินสมรส อาจฟ้องให้ศาลพิจารณาเพิกถอนนิติกรรมได้
ตัวอย่างที่ 3: คู่สมรสจำนองบ้านสินสมรสโดยอีกฝ่ายไม่ทราบ
บ้านซื้อระหว่างสมรส แต่มีชื่อสามีฝ่ายเดียว สามีนำบ้านไปจำนองโดยภริยาไม่ยินยอม หากการจำนองเป็นนิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมและผู้รับจำนองไม่สุจริตหรือมีพฤติการณ์รู้ข้อเท็จจริง อาจมีประเด็นให้ฟ้องเพิกถอนหรือคุ้มครองสิทธิได้
ตัวอย่างที่ 4: ทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัว แต่เข้าใจผิดว่าเป็นสินสมรส
สามีได้รับที่ดินจากบิดามารดาโดยการให้เป็นการส่วนตัวระหว่างสมรส และหนังสือยกให้ไม่ได้ระบุว่าเป็นสินสมรส ต่อมาสามีขายที่ดินดังกล่าว ภริยาอาจไม่สามารถอ้างสิทธิในฐานะสินสมรสได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัวของสามี
สินสมรสคือทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสหรือทรัพย์สินที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสินสมรส แม้มีชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียวในเอกสารกรรมสิทธิ์ ก็อาจเป็นสินสมรสได้ หากพิสูจน์ได้ว่าได้มาระหว่างสมรสและไม่ใช่สินส่วนตัว
หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งขาย โอน จำนอง หรือจัดการสินสมรสที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับความยินยอม คู่สมรสอีกฝ่ายอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมได้ แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขสำคัญ เช่น ผู้รับโอนสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ มีการให้สัตยาบันภายหลังหรือไม่ และยังอยู่ภายในกำหนดเวลาฟ้อง 1 ปีนับแต่รู้เหตุ หรือ 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรมหรือไม่
ดังนั้น หากสงสัยว่าสินสมรสถูกขายหรือโอนโดยไม่ยินยอม ควรรีบเก็บหลักฐาน ตรวจสอบเอกสารการได้มาและการโอนทรัพย์สิน และปรึกษาทนายความเพื่อประเมินแนวทางดำเนินคดีให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา