ช่วงทดลองงาน เป็นช่วงที่นายจ้างและลูกจ้างได้ประเมินความเหมาะสมในการทำงานร่วมกัน แต่หลายคนยังเข้าใจผิดว่า “พนักงานทดลองงาน” เป็นสถานะพิเศษที่ไม่มีสิทธิหรือสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน
ความจริงคือ สัญญาจ้างทดลองงานถือเป็น สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้นทั้งนายจ้างและลูกจ้างควรทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน
ช่วงทดลองงาน หรือ Probation Period คือช่วงเวลาที่นายจ้างใช้ประเมินความเหมาะสมของลูกจ้าง เช่น ความสามารถในการทำงาน ความรับผิดชอบ ทักษะ และความเหมาะสมกับตำแหน่ง ในทางกฎหมาย แม้สัญญาจะระบุว่า “ทดลองงาน” แต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็น สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา
ดังนั้น นายจ้างไม่ควรเข้าใจว่าเพียงเขียนในสัญญาว่า “ทดลองงาน 90 วัน” หรือ “ทดลองงาน 120 วัน” แล้วจะสามารถยกเลิกการจ้างได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
สิ่งแรกที่พนักงานควรตรวจสอบคือรายละเอียดในสัญญาจ้าง เช่น
การทำความเข้าใจเงื่อนไขตั้งแต่ก่อนเริ่มงานจะช่วยลดปัญหาการตีความในภายหลัง
คำว่า “ทดลองงาน” ไม่ได้หมายความว่าสามารถทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือสามารถกำหนดค่าจ้างต่ำกว่ากฎหมายกำหนดได้
กระทรวงแรงงานระบุหลักว่าค่าจ้างต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ใช้บังคับ และมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน
ดังนั้น หากกำลังจะเริ่มงานใหม่ ควรตรวจสอบทั้งอัตราค่าจ้างในสัญญาและสิทธิประโยชน์อื่นที่เกี่ยวข้อง
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ
“ถ้ายังไม่ผ่านทดลองงาน นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า”
ข้อความดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้เป็นหลักทั่วไป
มาตรา 17 กำหนดว่า สัญญาจ้างทดลองงานถือเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา และในกรณีการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทั่วไปต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เว้นแต่เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดให้ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
หากนายจ้างให้ลูกจ้างออกทันทีโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า กฎหมายยังมีหลักเรื่อง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ที่ต้องพิจารณาตามกรณี
ดังนั้น ก่อนเลิกจ้างพนักงานทดลองงาน นายจ้างควรตรวจสอบรายละเอียดของสัญญา เหตุแห่งการเลิกจ้าง และขั้นตอนตามกฎหมายก่อนดำเนินการ
ประเด็นนี้สำคัญมาก
กฎหมายไม่ได้หมายความว่า “ทดลองงานครบ 120 วันแล้วต้องผ่านทดลองงาน”
แต่ 120 วัน เป็นระยะเวลาสำคัญในเรื่อง สิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง
กระทรวงแรงงานระบุว่า ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี หากถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดตามกรณีที่กฎหมายกำหนด จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
ดังนั้นจึงควรแยก 2 เรื่องออกจากกัน
“ผ่านทดลองงาน”
กับ
“สิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง”
เป็นคนละประเด็นกัน
หากประเมินแล้วลูกจ้างไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง นายจ้างควรตรวจสอบอย่างน้อยว่า
การตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้ก่อนดำเนินการช่วยลดความเสี่ยงของข้อพิพาทแรงงาน
สำหรับพนักงานที่อยู่ในช่วงทดลองงาน ควรเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานไว้ เช่น
เอกสารเหล่านี้อาจมีความสำคัญหากภายหลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการจ้างงานหรือการเลิกจ้าง
ก่อนรับพนักงานเข้าทำงาน ควรตรวจสอบว่าเอกสารและเงื่อนไขต่าง ๆ ชัดเจนหรือไม่
☑ ระบุตำแหน่งและหน้าที่ชัดเจน
☑ ระบุค่าจ้างและวันจ่ายค่าจ้าง
☑ ระบุเวลาทำงานและวันหยุด
☑ ระบุระยะเวลาทดลองงาน
☑ มีเกณฑ์ประเมินผลที่ชัดเจน
☑ มีขั้นตอนแจ้งผลการประเมิน
☑ ตรวจสอบขั้นตอนหากต้องเลิกจ้าง
☑ ตรวจสอบสิทธิเรื่องค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ทดลองงานไม่ได้หมายความว่าอยู่นอกกฎหมายแรงงาน”
จำง่าย ๆ 5 ข้อ
1. ทดลองงานก็เป็นการจ้างงาน
2. ควรอ่านสัญญาและเงื่อนไขให้ชัด
3. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามกฎหมาย
4. เลิกจ้างช่วงทดลองงานต้องพิจารณาเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้า
5. ทำงานครบ 120 วันอาจมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หากถูกเลิกจ้างและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
หากเป็นกรณีจริงที่มีการเลิกจ้างหรือข้อพิพาท ควรพิจารณาข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี รวมถึงสัญญาจ้าง เอกสารการจ้าง และเหตุแห่งการเลิกจ้างประกอบกัน
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง