สู้คดีฉ้อโกง จำเลยควรทำอย่างไร?

มื่อถูกกล่าวหาว่า “ฉ้อโกง” หลายคนอาจเข้าใจว่าการมีการโอนเงินหรือมีผู้เสียหายเกิดขึ้น ย่อมหมายความว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดแล้ว แต่ในทางกฎหมาย การพิจารณาคดีอาญาต้องพิจารณาจาก องค์ประกอบความผิด ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องกับคดี

ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เกี่ยวข้องกับการกระทำโดยทุจริตด้วยการหลอกลวงผู้อื่นโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง จนเป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามกระทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น หากต้องต่อสู้คดีฉ้อโกง จำเลยควรพิจารณาประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

1. ตรวจสอบองค์ประกอบความผิดและลดความร้ายแรงของข้อกล่าวหา

การต่อสู้คดีควรเริ่มจากการนำข้อกล่าวหามาแยกเป็นประเด็นอย่างชัดเจนว่า

    • มีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่

    • มีการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรบอกหรือไม่

    • ผู้เสียหายหลงเชื่อจากการกระทำนั้นหรือไม่

    • การหลอกลวงเป็นเหตุให้มีการได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือไม่

    • มีพยานหลักฐานใดยืนยันการกระทำดังกล่าว

    • พฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตหรือไม่

สำนักงานกิจการยุติธรรมอธิบายองค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกงว่า นอกจากองค์ประกอบภายนอกเกี่ยวกับการหลอกลวงและผลของการหลอกลวงแล้ว ยังต้องพิจารณาองค์ประกอบภายใน ได้แก่ เจตนาธรรมดาและเจตนาพิเศษโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายด้วย

ดังนั้น แนวทางการต่อสู้คดีจึงไม่ควรดูเพียงว่า “มีเงินหายไปหรือมีการผิดนัดหรือไม่” แต่ต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่าง การกล่าวอ้างหรือการปกปิดความจริง → การหลงเชื่อ → การได้ไปซึ่งทรัพย์สิน → เจตนาของผู้ถูกกล่าวหา

ศาลลดค่าปรับได้เมื่อใด?

มาตรา 383 กำหนดหลักว่า หาก เบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้

จึงไม่มีกฎทั่วไปว่า “ค่าปรับต้องไม่เกิน X%” แล้วสามารถใช้ได้กับทุกสัญญา

การพิจารณาว่าค่าปรับสูงเกินส่วนหรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงและลักษณะของสัญญาเป็นกรณี ๆ ไป

 

ศาลพิจารณาอะไรบ้าง?

มาตรา 383 ระบุให้พิจารณาถึง ทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะความเสียหายทางทรัพย์สิน

ดังนั้น ประเด็นที่ควรพิจารณาอาจรวมถึง

1. ความเสียหายที่เกิดขึ้น การผิดสัญญาทำให้เจ้าหนี้เสียหายมากน้อยเพียงใด

2. ประโยชน์ที่เจ้าหนี้ได้รับ เจ้าหนี้ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติตามสัญญาไปแล้วมากน้อยเพียงใด

3. ลักษณะของการผิดสัญญา เป็นการผิดสัญญาในสาระสำคัญหรือเป็นเพียงการผิดเงื่อนไขบางประการ

4. ระยะเวลาของการผิดสัญญา กรณีคิดค่าปรับเป็นรายวันหรือรายเดือน ระยะเวลาที่ผิดสัญญาอาจมีผลต่อจำนวนเบี้ยปรับที่เกิดขึ้น

5. พฤติการณ์ของคู่สัญญา ศาลอาจพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดและการผิดสัญญา

 

ตัวอย่าง: ค่าปรับ 500,000 บาท จะได้เต็มจำนวนหรือไม่?

สมมติว่าในสัญญากำหนดว่า ส่งมอบงานล่าช้า ปรับวันละ 50,000 บาท

หากส่งงานล่าช้า 10 วัน

50,000 × 10 = 500,000 บาท

จำนวนตามสูตรสัญญาจึงเท่ากับ 500,000 บาท

แต่ไม่ได้หมายความว่าในทุกกรณีเจ้าหนี้จะได้รับ 500,000 บาทแน่นอน

หากมีข้อโต้แย้งว่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลสามารถพิจารณาตามมาตรา 383 ว่าควรลดลงเป็นจำนวนเท่าใด โดยต้องพิจารณาทางได้เสียของเจ้าหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายประกอบ

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักกฎหมาย ไม่ใช่เกณฑ์ว่าศาลจะลดเหลือจำนวนใด

4. แยก “การต่อสู้เรื่องความผิด” กับ “การขอให้พิจารณาเหตุบรรเทาโทษ”

นี่เป็นอีกประเด็นที่จำเลยควรทำความเข้าใจ

ประเด็นที่หนึ่ง — ต่อสู้เรื่องความผิด คือการตรวจสอบว่าพยานหลักฐานของฝ่ายกล่าวหาสามารถพิสูจน์องค์ประกอบความผิดได้ครบถ้วนหรือไม่

ประเด็นที่สอง — การกำหนดโทษ หากเข้าสู่ขั้นตอนการกำหนดโทษ ต้องพิจารณาว่ามีพฤติการณ์ใดที่อาจนำมาใช้ประกอบการขอให้ศาลพิจารณาโทษ เช่น การรู้สึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้าย หรือการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หากศาลเห็นว่ามีเหตุบรรเทาโทษและเห็นสมควร ศาลอาจลดโทษได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลง โดยการมีเหตุบรรเทาโทษไม่ได้หมายความว่าศาลต้องลดโทษให้เสมอไป

ดังนั้น การวางแนวทางคดีควรแยกทั้งสองเรื่องออกจากกันอย่างเป็นระบบ

5. พยานหลักฐานที่ควรนำมาพิจารณา

คดีฉ้อโกงมักมีเอกสารและข้อมูลการติดต่อจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีที่เกิดจากการซื้อขาย การกู้ยืม การลงทุน หรือธุรกรรมออนไลน์

พยานหลักฐานที่อาจมีความสำคัญ เช่น

    • สัญญาและเอกสารประกอบธุรกรรม

    • หลักฐานการโอนเงิน

    • ใบเสร็จหรือเอกสารการชำระเงิน

    • ข้อความสนทนาใน LINE หรือช่องทางอื่น

    • อีเมล

    • ข้อมูลการส่งมอบสินค้า/บริการ

    • หลักฐานการคืนเงินหรือคืนทรัพย์

    • หลักฐานการเจรจาและพยายามแก้ไขปัญหา

    • พยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

สิ่งสำคัญคือไม่ควรเลือกนำเสนอเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรจัดลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน


💡 สรุป สู้คดีฉ้อโกง?

การสู้คดีฉ้อโกงไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “มีผู้เสียหายหรือมีเงินที่ยังไม่ได้คืนหรือไม่” แต่ควรพิจารณาอย่างเป็นระบบว่า

ข้อกล่าวหา → การหลอกลวง → การหลงเชื่อ → การได้ไปซึ่งทรัพย์สิน → เจตนา → พยานหลักฐาน → การกำหนดโทษ

โดยเฉพาะ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. การลดความร้ายแรงของคดี
ตรวจสอบองค์ประกอบความผิดและพยานหลักฐานว่าพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ครบถ้วนหรือไม่

2. การบรรเทาความเสียหาย
พิจารณาการคืนทรัพย์ ชดใช้ หรือพยายามเยียวยาความเสียหายตามข้อเท็จจริง

3. เจตนาการกระทำความผิด
ตรวจสอบพฤติการณ์ก่อน ขณะ และหลังการทำธุรกรรม เพื่อพิจารณาประเด็นเจตนาอย่างรอบด้าน

หากเป็นคดีที่มีการกล่าวหาว่าฉ้อโกง ควรนำเอกสารและพยานหลักฐานทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพราะรายละเอียดเพียงเล็กน้อยอาจมีผลต่อแนวทางการต่อสู้คดีและการกำหนดโทษ

ปรึกษาปัญหาทางกฎหมายติดต่อเราได้ที่
📞 โทร : 062-652-4259 (ทนาย ดร.นิ้ง)
📱 LINE ID : @disavorabuthlaw
📩 สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้จาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง

©2026 Dr.Disavorabuth Law Office. All Rights Reserved.
สู้คดีฉ้อโกง จำเลยควรทำอย่างไร?