ฟ้องหย่า ค่าทดแทนและสินสมรส

1. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

      การฟ้องหย่าในประเทศไทยอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว โดยมีมาตราสำคัญดังต่อไปนี้

การหย่าจะมีได้แต่โดยความยินยอม หรือโดยคำพิพากษาของศาล

      มาตรา1501 การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน

อธิบายความหมายและหลักกฎหมายเรื่อง การหย่าจะมีได้แต่โดยความยินยอม หรือโดยคำพิพากษาของศาล ดังนี้

1. ความตาย
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต ความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปจดทะเบียนอะไรเพิ่มในส่วนของสถานะสมรส (แต่ต้องจัดการเรื่องมรดกและทรัพย์สินต่อไป)
ตัวอย่าง: นาย ก. และ นาง ข. จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมานาย ก. ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต การสมรสระหว่างทั้งคู่ถือเป็นอันสิ้นสุดลงตั้งแต่วินาทีที่นาย ก. เสียชีวิต

2. การหย่า
      เป็นการสิ้นสุดการสมรสในขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 2 วิธี
  การหย่าโดยความยินยอม: ไปจดทะเบียนหย่าที่เขตหรืออำเภอ (ต้องจดทะเบียนหย่า การสมรสจึงจะสิ้นสุด)
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล: เมื่อฝ่ายหนึ่งทำผิดกฎหมายหรือมีเหตุหย่าตามมาตรา1516 อีกฝ่ายจึงฟ้องหย่าได้
ตัวอย่าง: นาย ก. และ นาง ข. ไปกันไม่ได้ จึงจูงมือกันไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขต เมื่อนายทะเบียนออกใบสำคัญการหย่าให้ การสมรสก็สิ้นสุดลง

3. ศาลพิพากษาให้เพิกถอน
      กรณีนี้คือการที่การสมรสมี “ข้อบกพร่อง” มาตั้งแต่ต้น (เป็นการสมรสที่เป็นโมฆียะ) เช่น ถูกหลอกลวงให้แต่งงาน, ถูกข่มขู่, หรือคู่สมรสอายุไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล
      ตัวอย่าง: นาย ก. ข่มขู่ นาง ข. ว่าถ้าไม่ยอมจดทะเบียนสมรสด้วยจะทำร้ายร่างกายคนในครอบครัว นาง ข. จำใจจดทะเบียนด้วยเพราะความกลัว ต่อมานาง ข. จึงไปฟ้องศาลเพื่อให้เพิกถอนการสมรสนี้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอน การสมรสก็สิ้นสุดลง

เหตุฟ้องหย่า

      มาตรา1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
        (1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ หรือกระทำกับผู้อื่นหรือยอมรับการกระทำของผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของตนหรือผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
        (2) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
                (ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
                (ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นคู่สมรสของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
                (ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
        (3) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
        (4) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
                (4/1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นคู่สมรสกันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
                (4/2) คู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
        (5) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
        (6) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นคู่สมรสอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
        (7) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
        (8) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
        (9) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
        (10) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณี หรือไม่อาจกระทำการหรือยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

อธิบายความหมายและหลักกฎหมายเรื่อง เหตุฟ้องหย่า ดังนี้

1.เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากการมีชู้

1) การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี คือ การแสดงออกให้บุคคลทั่วไปเห็นหรือรับรู้ว่า ตนมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นหรือชายอื่นในฐานะคู่ชีวิต
      การอุปการะเลี้ยงดู ส่งเสียเงินทอง ให้ที่อยู่อาศัย ซื้อรถให้ใช้ หรือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้เหมือนเป็นคู่เขย่าขวัญ
      การยกย่อง พาออกงานสังคม, แนะนำกับเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องว่าเป็นแฟน/ภรรยา/สามี, หรือการใช้ชีวิตอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผย
ตัวอย่าง: สามีเช่าคอนโดให้หญิงอื่นอยู่และไปหาเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยเพื่อนบ้านในคอนโดเข้าใจว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน แบบนี้ภรรยาหลวงฟ้องหย่าได้ครับ

2) เป็นชู้หรือมีชู้ กรณีนี้เน้นไปที่ การร่วมประเวณี กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสของตน
      ชู้ เดิมใช้เรียกชายที่มาทำชู้กับภรรยาผู้อื่น แต่ปัจจุบันกฎหมายคุ้มครองทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดไปมีสัมพันธ์ทางกายกับคนอื่นถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ทันที แม้จะทำเพียงครั้งเดียวและไม่ได้ยกย่องออกหน้าออกตาก็ตาม
ตัวอย่าง: ภรรยาแอบไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพื่อนร่วมงานในโรงแรม แม้จะแอบทำปกปิดไม่ให้ใครรู้ แต่ถ้าสามีจับได้และมีหลักฐาน (เช่น ภาพถ่ายหรือแชทที่ยืนยันการร่วมหลับนอน) สามีฟ้องหย่าได้ครับ

3) ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ กรณีนี้มักใช้กับการไปเที่ยวเตร่ หรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้อื่นบ่อยครั้ง แม้จะไม่ใช่คนเดิมซ้ำๆ และไม่ได้มีความผูกพันฉันชู้สาว
      คำว่า “เป็นอาจิณ” หมายถึง ทำเป็นปกติวิสัย ทำบ่อยๆ หรือทำเป็นประจำ
ตัวอย่าง: สามีชอบไปเที่ยวซื้อบริการทางเพศเป็นประจำทุกเดือน ภรรยาสามารถใช้เหตุนี้ฟ้องหย่าได้ เพราะถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสมและเสี่ยงต่อสุขอนามัยในการครองคู่

2.เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากการประพฤติชั่ว

1) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
      การกระทำนั้นต้องทำให้คู่สมรสรู้สึกเสียหน้า หรือเสื่อมเสียเกียรติยศต่อหน้าสาธารณชนหรือสังคมที่ตนอยู่
ตัวอย่าง: ภรรยาเป็นเจ้ามือหวยเถื่อนรายใหญ่จนถูกตำรวจบุกจับเป็นข่าวครึกโครมในท้องที่ ทำให้สามีซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องอับอายต่อเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างมาก

2) ได้รับความดูหมิ่นเหยียดหยาม
      การที่คนรอบข้างมองคู่สมรสอีกฝ่ายด้วยสายตาที่แย่ลง หรือถูกตำหนิเพียงเพราะยัง “ทน” ใช้ชีวิตคู่กับคนแบบนี้อยู่
ตัวอย่าง: สามีติดยาเสพติดและมักจะออกไปมั่วสุมกับกลุ่มวัยรุ่นในชุมชน จนชาวบ้านพากันพูดจาดูถูกภรรยาว่า “ทำไมถึงยังทนอยู่กับคนขี้ยา” หรือมองว่าภรรยาให้การสนับสนุนการกระทำผิดนั้นด้วย

3) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร  
      กรณีนี้เน้นไปที่ผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ความมั่นคงในครอบครัว หรือทรัพย์สิน
ตัวอย่าง: ภรรยาติดการพนันอย่างหนัก แอบเอาโฉนดที่ดินของครอบครัวไปจำนองจนถูกฟ้องยัดเยียด ทำให้สามีและลูกๆ ไม่มีที่อยู่อาศัย และต้องคอยตามชดใช้หนี้สินที่ตนไม่ได้ก่อจนใช้ชีวิตปกติไม่ได้

3. เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงและการให้เกียรติกัน

1) ทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ 
      ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส แต่ต้องเป็นการกระทำที่สะท้อนถึงความโหดร้ายหรือทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน
        • ทางร่างกาย การตบตี เตะ ต่อย หรือการกักขังหน่วงเหนี่ยว
          ตัวอย่าง: สามีชอบทำร้ายร่างกายภรรยาทุกครั้งที่ดื่มเหล้าจนมีรอยเขียวช้ำตามตัวบ่อยครั้ง แม้แผลจะไม่ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลนานๆ แต่ถือเป็นการทำร้ายร่างกายที่ร้ายแรงต่อความสัมพันธ์
        • ทางจิตใจ การข่มขู่ว่าจะฆ่า การกดดันอย่างหนัก หรือการกระทำที่สร้างความหวาดกลัวเป็นประจำ
          ตัวอย่าง: ภรรยาชอบเอาอาวุธปืนมาเช็ดโชว์ขณะทะเลาะกัน หรือขู่ว่าจะทำร้ายลูกเพื่อบีบบังคับสามี จนสามีเกิดอาการผวาและเครียดจัด

2) หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยาม (ต่อคู่สมรส) คือ การด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือเปรียบเปรยให้เสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง
ตัวอย่าง: สามีด่าภรรยาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเกี่ยวกับประวัติครอบครัว หรือเหยียดหยามว่าภรรยาโง่เขลาและไร้ค่าต่อหน้าคนในชุมชนเป็นประจำ จนภรรยาไม่สามารถอยู่ในสังคมนั้นได้

3) หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยาม (ต่อบุพการี) กฎหมายคุ้มครองไปถึง พ่อแม่ (บุพการี) ของอีกฝ่ายด้วย เพราะคนไทยถือเรื่องความกตัญญูและการให้เกียรติผู้ใหญ่
ตัวอย่าง: ภรรยาชอบด่าพ่อแม่ของสามีด้วยถ้อยคำหยาบคาย (เช่น ด่าถึงบุพการีด้วยคำสรรพนามที่ไม่สุภาพ หรือแช่งให้ตาย) ทุกครั้งที่ทะเลาะกับสามี ทำให้สามีรู้สึกว่าถูกย่ำยีเกียรติยศของครอบครัวอย่างรุนแรง

4. เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากระยะเวลาและการแยกจากกัน

1) มาตรา 1516(4) จงใจละทิ้งร้างไปเกิน 1 ปี
คำอธิบาย: เป็นกรณีที่ฝ่ายหนึ่ง “เจตนา” หนีออกไปจากชีวิตสมรส โดยมีจุดประสงค์เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ ไม่ยอมอยู่กินฉันสามีภริยา และขาดการติดต่อหรือเลี้ยงดู
เงื่อนไข: ต้องเป็นการทิ้งไปโดย “ไม่มีเหตุอันสมควร” และต้องติดต่อกันนานเกิน 1 ปีเต็ม
ตัวอย่าง: สามีทะเลาะกับภรรยาแล้วเก็บข้าวของออกจากบ้านไป โดยบอกว่าจะไม่กลับมาอีกและไม่ส่งเสียเลี้ยงดูเลย ภรรยาพยายามติดต่อก็ไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปครบ 1 ปี ภรรยาสามารถฟ้องหย่าได้ครับ

2) มาตรา 1516(4/1) สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาล
ข้อนี้แบ่งเป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้

ก. สมัครใจแยกกันอยู่ (เกิน 3 ปี)
คำอธิบาย: ทั้งคู่ต่างสมัครใจแยกกันอยู่เอง หรือฝ่ายหนึ่งแยกไปโดยอีกฝ่ายไม่ได้คัดค้าน (อยู่ด้วยกันไม่ได้แต่ไม่อยากทะเลาะ)
เงื่อนไข: ต้องแยกกันอยู่ติดต่อกันเกิน 3 ปี
ตัวอย่าง: สามีภรรยาตกลงกันว่า “เรานิสัยเข้ากันไม่ได้ แยกกันอยู่เถอะ” สามีจึงย้ายไปอยู่คอนโด ส่วนภรรยาอยู่บ้านเดิม ผ่านไป 3 ปีเศษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยากจะแต่งงานใหม่แต่อีกฝ่ายไม่ยอมจดทะเบียนหย่าให้ ฝ่ายที่อยากหย่าสามารถใช้เหตุนี้ฟ้องได้เลย

ข. แยกกันอยู่ตามคำสั่งศาล (เกิน 3 ปี):
คำอธิบาย:
ศาลสั่งให้แยกกันอยู่เพื่อความปลอดภัยหรือเหตุอื่น

เงื่อนไข: ต้องแยกกันตามคำสั่งศาลเกิน 3 ปี
ตัวอย่าง: ภรรยาถูกสามีทำร้ายร่างกายจนศาลสั่งให้แยกกันอยู่เพื่อคุ้มครองความปลอดภัย หากสถานการณ์นี้ดำเนินไปเกิน 3 ปี ภรรยาก็ฟ้องหย่าได้โดยอ้างเหตุนี้นอกเหนือจากการทำร้ายร่างกายครับ

3) มาตรา 1516(4/2) ฝ่ายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาเกิน 3 ปี
คำอธิบาย: เป็นกรณีที่อีกฝ่ายหายตัวไปจนไม่รู้ชะตากรรม
เงื่อนไข:
1. ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญแล้ว หรือ
2. หายไปจากบ้าน/ภูมิลำเนาติดต่อกันเกิน 3 ปี โดยไม่มีใครรู้แน่ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ตัวอย่าง: สามีเดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้วขาดการติดต่อหายสาบสูญไปเลย ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงไม่มีใครทราบข่าวคราว เมื่อครบ 3 ปี ภรรยาสามารถนำเหตุนี้มาฟ้องหย่าได้ครับ (ซึ่งง่ายกว่าการรอศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญในบางกรณีที่ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี)

 5. เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากการผิดหน้าที่ในชีวิตคู่

1) อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ตามควร คือ การไม่ทำตามหน้าที่ว่าสามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน
เงื่อนไข: ต้องเป็นกรณีที่ “สามารถทำได้แต่ไม่ทำ” หรือ “ทำตัวเหลวไหลจนเลี้ยงดูไม่ได้” และทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควร
ตัวอย่าง: สามีมีรายได้สูงแต่กลับนำเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายหรือเล่นการพนันจนหมด ไม่ยอมให้เงินค่ากินอยู่หรือค่าเทอมลูกเลยปล่อยให้ภรรยาแบกรับภาระหนี้สินเพียงลำพัง จนภรรยาเดือดร้อนอย่างหนักในการดำเนินชีวิต

2) ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง คือ การกระทำที่เป็นการทำลายรากฐานของชีวิตคู่ หรือทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับความสงบสุขของครอบครัวอย่างรุนแรง
เงื่อนไข: การกระทำนั้นต้อง “ร้ายแรง” และทำให้ “เดือดร้อนเกินควร”
ตัวอย่าง: * ภรรยาแอบนำโฉนดที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสไปปลอมลายเซ็นสามีเพื่อขายหรือจำนอง โดยที่สามีไม่รู้เรื่องและทำให้ครอบครัวต้องถูกไล่ที่
  • ฝ่ายหนึ่งพยายามแจ้งความเท็จเพื่อให้อีกฝ่ายต้องติดคุก หรือพยายามฆ่าตัวตายบ่อยครั้งเพื่อข่มขู่บีบบังคับจิตใจอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
  • การด่าทอสาปแช่งกันด้วยคำหยาบคายรุนแรงเป็นประจำจนลูกและคนรอบข้างหวาดกลัว

6. เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากสุขภาพจิต

ศาลจะสั่งให้หย่าตามข้อนี้ได้ ต้องพิสูจน์ให้ได้ครบทุกข้อ ดังนี้:
      1) วิกลจริตตลอดมา “เกิน 3 ปี” ต้องมีการเจ็บป่วยทางจิตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ป่วยๆ หายๆ หรือเป็นเพียงอาการเครียดชั่วคราว
      ตัวอย่าง: ภรรยามีอาการทางประสาทขั้นรุนแรง จำใครไม่ได้ ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และอาการนี้เป็นติดต่อกันมานานกว่า 3 ปี โดยมีประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลยืนยันชัดเจน

      2) มีลักษณะ “ยากที่จะหายได้” ต้องเป็นอาการป่วยที่แพทย์ให้ความเห็นว่า โอกาสที่จะกลับมาหายเป็นปกตินั้นริบหรี่ หรือต้องรักษาไปตลอดชีวิต
      ตัวอย่าง: สามีป่วยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) ขั้นรุนแรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้การต่อศาลว่ารักษามาหลายวิธีแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น และมีแนวโน้มจะแย่ลงเรื่อยๆ ตามสภาพสมอง

      3) ถึงขนาดที่ “ทนอยู่ร่วมกันไม่ได้ ข้อนี้สำคัญมากครับ คือความบ้านั้นต้องกระทบต่อการใช้ชีวิตคู่ เช่น มีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำร้ายผู้อื่น หรือสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปจนไม่อาจสื่อสารกันได้
      ตัวอย่าง: ฝ่ายที่ป่วยมีอาการคลุ้มคลั่งบ่อยครั้ง ชอบทำลายข้าวของ หรือถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่เป็นที่ตลอดเวลา จนทำให้อีกฝ่ายเกิดความเครียดสะสมและไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติหรือประกอบอาชีพได้

7. เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากการผิดสัญญา

1) มีการทำ “ทัณฑ์บน” เป็นหนังสือ ต้องมีการเขียนข้อตกลงลงในกระดาษ (เป็นลายลักษณ์อักษร) และมีการลงลายมือชื่อฝ่ายที่ทำผิดไว้ชัดเจน หากพูดปากเปล่าหรือสัญญาใจกันไว้ จะนำมาฟ้องตามข้อนี้ไม่ได้ครับ

2) เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ความประพฤติ” เนื้อหาในสัญญานั้นต้องระบุถึงการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของชีวิตคู่ เช่น การดื่มสุรา, การเล่นการพนัน, การกลับบ้านดึก หรือพฤติกรรมเจ้าชู้

3) มีการ “ทำผิดทัณฑ์บน” นั้นจริง ฝ่ายที่ทำสัญญาไว้ได้กลับไปทำพฤติกรรมเดิมที่เคยห้ามไว้ในหนังสือ
ตัวอย่าง: นาย ก. ชอบดื่มเหล้าเมามายและทำลายข้าวของในบ้านเป็นประจำ จนภรรยาจะขอเลิก นาย ก. จึงขอโอกาสและยอมเขียนหนังสือลงลายมือชื่อไว้ว่า “ข้าพเจ้านาย ก. สัญญาว่าจะไม่ดื่มสุราและทำลายข้าวของอีก หากข้าพเจ้าดื่มสุราอีกแม้เพียงครั้งเดียว ยอมให้ภรรยาฟ้องหย่าได้ทันที”
ตัวอย่าง: ต่อมาอีก 3 เดือน นาย ก. กลับบ้านมาในสภาพเมาแอ๋และทำลายข้าวของอีกครั้ง ภรรยาสามารถนำ “หนังสือทัณฑ์บน” ฉบับนั้น ไปเป็นหลักฐานยื่นฟ้องหย่าต่อศาลได้ทันทีตามมาตรา 1516 (7) ครับ

8. เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากโรคติดต่อร้ายแรง

1) เป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง ต้องเป็นโรคที่สามารถส่งต่อหรือแพร่เชื้อไปยังอีกฝ่ายได้จากการใช้ชีวิตร่วมกัน (ไม่ว่าจะทางการหายใจ การสัมผัส หรือการร่วมประเวณี) และโรคนั้นต้องส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง
ตัวอย่าง: กามโรคขั้นรุนแรง, วัณโรคในระยะแพร่เชื้อที่อันตราย, หรือโรคที่ติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่งที่มีผลต่อชีวิต

2) อาจเป็นอันตรายแก่อีกฝ่ายหนึ่ง ความเสี่ยงนั้นต้องมีอยู่จริง หากอยู่ร่วมกันต่อไปอีกฝ่ายย่อมมีโอกาสติดเชื้อและเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือชีวิต

3) มีลักษณะ “เรื้อรัง” และ “ไม่มีทางที่จะหายได้” ข้อนี้สำคัญที่สุด คือต้องไม่ใช่โรคที่กินยาไม่กี่วันก็หาย แต่ต้องเป็นโรคที่ทางการแพทย์ยืนยันว่ารักษาให้ขาดไม่ได้ในปัจจุบัน
ตัวอย่าง: ฝ่ายชายตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อโรคร้ายแรงที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่รักษาให้หายขาดได้ (ต้องทานยาประคับประคองไปตลอดชีวิต) และโรคนั้นเป็นอันตรายต่อคู่สมรส ภรรยาสามารถใช้เหตุนี้ฟ้องหย่าได้

9. เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากความบกพร่องของร่างกาย

1) มีความพิการทางร่างกาย ความพิการในที่นี้ต้องเกิดขึ้น “ภายหลังการสมรส” (เพราะถ้าพิการมาก่อนแล้วยังไปจดทะเบียนด้วย ศาลจะถือว่าคุณยอมรับสภาพนั้นแล้ว) และความพิการนั้นต้องส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพร่างกาย

2) ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ ข้อนี้ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องบนเตียง (ซึ่งจะไปเข้าข้อ 10) แต่หมายถึง “การใช้ชีวิตคู่ในภาพรวม” เช่น ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย หรือสภาพร่างกายเปลี่ยนไปจนอีกฝ่ายไม่สามารถทนอยู่ร่วมบ้านหรือดูแลได้ตามวิสัยปกติ
ตัวอย่าง: สามีประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา หรือเป็นอัมพาตทั้งตัว นอนติดเตียง ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ และต้องมีคนดูแลประคับประคองตลอด 24 ชั่วโมง จนภรรยาไม่สามารถทำมาหากินหรือใช้ชีวิตส่วนตัวได้เลย และสภาพนี้เป็นไปอย่างถาวร

10. เหตุฟ้องหย่าที่เกิดจากไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล

1) เป็นที่ “สภาพแห่งกาย” (Physical Condition) ต้องเกิดจากความผิดปกติทางร่างกายจริงๆ ไม่ใช่ปัจจัยทางจิตใจ (Psychological) เช่น ความกลัว ความเกลียดชัง หรือการมีทิฐิต่อกันจนไม่ยอมมีสัมพันธ์ด้วย
ตัวอย่าง: เกิดจากอุบัติเหตุทำให้เส้นประสาทส่วนล่างเสียหายถาวร, การสูญเสียอวัยวะสำคัญ, หรือโรคทางกายที่ทำให้กลไกการร่วมประเวณีไม่ทำงาน

2) ไม่อาจร่วมประเวณีได้ (Inability to Consummate) หมายถึงการไม่สามารถประกอบกิจกรรมทางเพศตามธรรมชาติของสามีภริยาได้เลย
ข้อสังเกต: หากแค่ “ทำได้ยาก” “ต้องใช้ยาช่วย” หรือ “นานๆ ครั้ง” แบบนี้ยังไม่เข้าข่าย “ไม่อาจร่วมประเวณีได้” ตามความหมายของกฎหมายครับ

3) ต้องเป็น “ตลอดกาล” (Permanently) ต้องเป็นสภาวะถาวรที่แพทย์ยืนยันว่ารักษาไม่หาย หรือไม่มีทางกลับมาเป็นปกติได้อีกในอนาคต
ตัวอย่าง: หากเป็นเพียงอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศชั่วคราวจากความเครียด หรือการเจ็บป่วยที่รักษาหายได้ภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แบบนี้ฟ้องไม่ได้ครับ

สิทธิในการเรียกค่าทดแทน ตามมาตรา 1516 (1)

      มาตรา 1523 เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทำนองชู้ หรือจากผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้ก็ได้ ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้

อธิบายความหมายและหลักกฎหมายเรื่อง สิทธิในการเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1516 (1)ดังนี้

      1. เรียกจากสามี/ภรรยา และ ชู้ (กรณีฟ้องหย่า) หากฟ้องหย่าคู่สมรสเพราะเขามีชู้ คุณมีสิทธิเรียกเงินค่าเสียหายได้จาก ทั้ง 2 คน (ทั้งคู่สมรสตนเองและมือที่สาม)
      2. เรียกจากชู้ “โดยไม่ต้องฟ้องหย่า” 
            • ถ้าเป็นสามีฟ้อง: เรียกจากชายที่มายุ่งกับภรรยา (ขอแค่มีพฤติการณ์ชู้สาว)
            • ถ้าเป็นภรรยาฟ้อง: เรียกจากหญิงอื่นที่ “แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสามี

ตัวอย่างที่ 1: นาย ก. (สามี) แอบไปจดทะเบียนสมรสซ้อนหรืออยู่กินกับ นางสาว ข. (มือที่สาม) จนมีลูกด้วยกัน ภรรยาหลวงจับได้จึงฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1)
ผลทางกฎหมาย: ภรรยาหลวงเรียกค่าทดแทนจาก นาย ก. (ฐานนอกใจ) และเรียกจาก นางสาว ข. (ฐานเป็นชู้/เมียน้อย) ได้พร้อมกันทั้งคู่ครับ

ตัวอย่างที่ 2: สามีแอบไปเลี้ยงดูหญิงอื่น หญิงคนนั้นโพสต์รูปคู่กับสามีลง Facebook พากันไปเที่ยวเปิดเผย หรือมาดักรอสามีที่หน้าบ้าน/ที่ทำงาน แสดงตัวเป็นเมียอีกคน ภรรยาหลวงยังไม่อยากหย่าเพราะสงสารลูกหรือไม่อยากแบ่งสมบัติ
ผลทางกฎหมาย: ภรรยาหลวงฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก “หญิงชู้” ได้เพียงคนเดียว โดยที่สถานะสมรสกับสามียังคงอยู่เหมือนเดิม

      3. การพิจารณา “จำนวนเงิน” ค่าทดแทน ศาลจะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ แต่จะพิจารณาจากปัจจัยตาม มาตรา 1525 ประกอบ ดังนี้:
            1. ความร้ายแรงของพฤติกรรม: แอบกินเงียบๆ หรือตั้งใจมาเย้ยหยันเมียหลวง/ผัวหลวง
            2. ระยะเวลาความสัมพันธ์: คบกันมานานแค่ไหน
            3. สถานะทางสังคม: หน้าที่การงาน ชื่อเสียง (ถ้าเป็นคนมีชื่อเสียง ค่าทดแทนมักจะสูงขึ้น)
            4. ความทุกข์ทรมานใจ: ผลกระทบต่อสภาพจิตใจของฝ่ายที่ถูกนอกใจ

สิทธิในการเรียกค่าทดแทน ตามมาตรา 1516 (3) (4) หรือ (6)

      มาตรา 1524  ถ้าเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (3) (4) หรือ (6) เกิดขึ้นเพราะฝ่ายผู้ต้องรับผิดชอบก่อให้เกิดขึ้นโดยมุ่งประสงค์ให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจทนได้ จึงต้องฟ้องหย่า อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากฝ่ายที่ต้องรับผิด

อธิบายความหมายและหลักกฎหมายเรื่อง สิทธิในการเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1516 (3) (4) หรือ (6)  ดังนี้

      1. เหตุตามมาตรา 1516 (3): การทำร้าย/หมิ่นประมาท  
           เงื่อนไข: ต้องมีการทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจ หรือหมิ่นประมาทอีกฝ่ายหรือบุพการีอย่างร้ายแรง
           ตัวอย่าง: สามีซ้อมภรรยาจนบาดเจ็บและด่าทอพ่อแม่ของภรรยาด้วยถ้อยคำหยาบคายประจานลงโซเชียล เมื่อภรรยาฟ้องหย่า นอกจากจะได้ใบหย่าแล้ว ยังมีสิทธิเรียกเงินค่าทดแทนจากสามีเพื่อชดเชยค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายต่อเกียรติยศด้วย

      2. เหตุตามมาตรา 1516 (4): การจงใจละทิ้งร้าง  
           เงื่อนไข: อีกฝ่ายเจตนาหนีหายไปเกิน 1 ปี โดยทิ้งภาระทุกอย่างไว้
           ตัวอย่าง: ภรรยาหนีออกจากบ้านไปอยู่กับคนอื่น ทิ้งให้สามีต้องดูแลลูกเพียงลำพังและแบกรับภาระหนี้สินบ้านที่กู้ร่วมกัน เมื่อครบ 1 ปี สามีฟ้องหย่าและสามารถเรียกค่าทดแทนจากการที่ภรรยาละทิ้งหน้าที่และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตน

      3. เหตุตามมาตรา 1516 (6): การวิกลจริต   
           เงื่อนไข: ฝ่ายที่ป่วยต้องเป็นฝ่ายที่มีส่วนผิดในการทำให้เกิดเหตุนั้น (ซึ่งในทางปฏิบัติข้อนี้จะพิสูจน์ยากกว่าข้ออื่น เนื่องจากความป่วยมักไม่ใช่ “การกระทำผิด” โดยเจตนา)
           ข้อสังเกต: หากความวิกลจริตเกิดจากพฤติกรรมของฝ่ายนั้นเอง เช่น ติดยาเสพติดจนหลอนหรือวิกลจริต แบบนี้ฝ่ายที่ปกติจะเรียกค่าทดแทนได้ง่ายขึ้น

      4.การพิจารณา “จำนวนเงิน” ค่าทดแทน ศาลจะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ แต่จะพิจารณาจากปัจจัยตาม มาตรา 1525 ประกอบ ดังนี้:   
            1. ฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ: ทั้งของฝ่ายที่เรียกและฝ่ายที่ต้องจ่าย
            2. ความพึงพอใจที่จะได้รับ: ความสูญเสียทางจิตใจ ชื่อเสียง และโอกาสในอนาคต
            3. พฤติการณ์แห่งคดี: ใครผิดมากผิดน้อย หรือมีเหตุบรรเทาโทษหรือไม่

อายุความ

      มาตรา 1529  สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุในมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง เหตุอันจะยกขึ้นฟ้องหย่าไม่ได้แล้วนั้น อาจนำสืบสนับสนุนคดีฟ้องหย่าซึ่งอาศัยเหตุอย่างอื่น

อธิบายความหมายและหลักกฎหมายเรื่อง อายุความ ดังนี้

      1. เหตุที่ต้องฟ้องภายใน 1 ปี (นับแต่วันที่ “รู้”) กฎหมายบังคับใช้เฉพาะเหตุในมาตรา ๑๕๑๖ บางข้อเท่านั้น:   
            (1) ชู้สาว / ยกย่องผู้อื่น: รู้ว่าเขามีชู้ ต้องฟ้องภายใน 1 ปี
            (2) ประพฤติชั่ว: รู้ว่าเขาทำผิดจนอับอาย/เดือดร้อน ต้องฟ้องภายใน 1 ปี
            (3) ทำร้ายร่างกาย/จิตใจ/หมิ่นประมาท: ถูกตบตีหรือถูกด่าทอถึงบุพการี ต้องฟ้องภายใน 1 ปี
            (6) วิกลจริต: รู้ว่าเขาบ้าต่อเนื่องเกิน 3 ปีและรักษาไม่หาย ต้องฟ้องภายใน 1 ปี (นับจากครบเงื่อนไข 3 ปี)

            มาตรา 1523 การเรียกค่าทดแทนจากชู้/มือที่สาม ก็ต้องฟ้องภายใน 1 ปีเช่นกัน

      2. เหตุที่ “ไม่มี” อายุความ 1 ปี (ตามมาตรานี้)

            เหตุอื่นๆ เช่น การทิ้งร้าง (4), สมัครใจแยกกันอยู่ (4/1) หรือ ไม่อาจร่วมประเวณีได้ (10) เหตุเหล่านี้ตราบใดที่สภาวะนั้นยังคงดำรงอยู่ คุณสามารถฟ้องเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะถือเป็นเหตุที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง  
            ตัวอย่างที่ 1: นาย ก. รู้ว่าภรรยาแอบไปจดทะเบียนสมรสซ้อนกับชายอื่นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568
            ผลทางกฎหมาย: นาย ก. ต้องยื่นฟ้องหย่าหรือฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้ ภายในวันที่ 1 มกราคม 2569 หากนาย ก. มัวแต่อึกอักจนไปฟ้องในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อีกฝ่ายสามารถยกข้อต่อสู้เรื่อง “คดีขาดอายุความ” ขึ้นมาสู้เพื่อให้ศาลยกฟ้องได้ทันทีครับ

            ตัวอย่างที่ 2: สามีตบตีภรรยาจนได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำร้ายอีกเลย แต่อยู่ด้วยกันแบบมึนตึง    
            ผลทางกฎหมาย: ภรรยาต้องฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุทำร้ายร่างกายนี้ภายในวันที่ 10 เมษายน 2569
            ข้อสังเกต: หากสามีตบตี “ซ้ำอีก” อายุความจะเริ่มนับใหม่ทุกครั้งที่เกิดการกระทำความผิดครั้งล่าสุดครับ

การจัดการสินสมรส 1/2

      มาตรา 1523 เมื่อหย่ากันแล้วให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของคู่สมรส แต่ในระหว่างคู่สมรส  
            (ก) ถ้าเป็นการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของคู่สมรสตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนการหย่า
            (ข) ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า

อธิบายความหมายและหลักกฎหมายเรื่อง การจัดการสินสมรส ½ ดังนี้

      1. การหย่าโดยความยินยอม (หย่าที่เขต/อำเภอ) ในกรณีนี้ กฎหมายให้สิทธิคู่สมรส “ตกลงกันเอง” ครับ ว่าใครจะเอาอะไรไปบ้าง โดยต้องทำเป็น สัญญาหย่า  
            ข้อสำคัญ: ต้องระบุรายละเอียดทรัพย์สินให้ชัดเจนในสัญญาหย่าต่อหน้านายทะเบียนตอนจดทะเบียนหย่า
            ตัวอย่าง: นาย ก. และ นาง ข. ตกลงหย่ากัน โดยทำสัญญาแนบท้ายใบหย่าว่า “ให้บ้านเป็นของภรรยา รถยนต์เป็นของสามี และเงินฝากในบัญชีแบ่งคนละครึ่ง” เมื่อจดทะเบียนหย่าแล้ว สัญญานี้จะมีผลผูกพันทันที

      2. การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล (กรณีตกลงกันไม่ได้) หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะเป็นผู้สั่งแบ่งตามกฎหมาย (ปกติคือแบ่ง สินสมรส คนละกึ่งหนึ่ง) แต่จุดที่ต้องระวังคือ “ผลย้อนหลัง”
            ความหมายของ “ผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้อง”: ทรัพย์สินที่ต้องเอามาแบ่งกัน คือทรัพย์สินที่มีอยู่ ณ วันที่ยื่นฟ้อง ต่อศาล
            ตัวอย่าง: สามีฟ้องหย่าภรรยาเมื่อวันที่ 1 มกราคม ระหว่างพิจารณาคดีในเดือน มิถุนายน สามีถูกหวยรางวัลที่ 1 หรือได้โบนัสก้อนใหญ่ เงินที่ได้มาในเดือนมิถุนายนนี้ ไม่ต้องนำมาแบ่งให้ภรรยา เพราะถือว่าเกิดขึ้นหลังจากวันฟ้องหย่าแล้ว (กฎหมายถือว่าความสัมพันธ์ในเชิงทรัพย์สินหยุดลงตั้งแต่วันฟ้อง)

การจัดการสินสมรส 2/2

      มาตรา 1533 เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้คู่สมรสแต่ละฝ่ายได้ส่วนเท่ากัน

อธิบายความหมายและหลักกฎหมายเรื่อง การจัดการสินสมรส 2/2 ดังนี้

      1. แบ่งเฉพาะ “สินสมรส” ต้องคัดแยก “สินส่วนตัว” ออกไปก่อน (ทรัพย์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีก่อนแต่ง, เครื่องใช้สอยส่วนตัว, หรือทรัพย์ที่ได้รับจากการรับมรดก/เสน่หาในระหว่างสมรส) สิ่งที่เหลือคือ “สินสมรส” ซึ่งจะนำมาวางกองกลางเพื่อแบ่ง

      2. แบ่งในสัดส่วน “คนละครึ่ง” (50/50) กฎหมายใช้หลักความเท่าเทียม โดยไม่คำนึงว่า 
            • ฝ่ายไหนหาเงินได้มากกว่ากัน
            • ฝ่ายหนึ่งทำงานนอกบ้าน แต่อีกฝ่ายเป็นแม่บ้าน/พ่อบ้านดูแลความเรียบร้อย
            ตัวอย่างที่ 1: สามีเป็นทนายความมีรายได้เดือนละ 500,000 บาท ภรรยาเป็นแม่บ้านไม่มีรายได้เลย ทรัพย์สินที่ซื้อมาในระหว่างสมรส (เช่น บ้าน, รถ, เงินออม) เมื่อหย่ากันตามกฎหมาย ภรรยามีสิทธิได้รับ “ครึ่งหนึ่ง” เสมอ

            ตัวอย่างที่ 2: นาย ก. และ นาง ข. จดทะเบียนสมรสกัน โดยมีทรัพย์สินดังนี้ 
               1. บ้านที่ นาย ก. ซื้อไว้ก่อนแต่งงาน (สินส่วนตัว)
               2. รถยนต์ที่ซื้อร่วมกันหลังจดทะเบียนสมรส มูลค่า 1,000,000 บาท (สินสมรส)
               3. เงินฝากในบัญชีของ นาง ข. ที่เก็บหอมรอมริบจากเงินเดือนระหว่างแต่งงาน 500,000 บาท (สินสมรส)

      เมื่อมีการหย่าตามมาตรา 1533 
            บ้าน: นาย ก. เอากลับไปคนเดียว ไม่ต้องแบ่ง (เพราะเป็นสินส่วนตัว)
            รถยนต์: ต้องแบ่งคนละครึ่ง (หรือขายแล้วแบ่งเงินคนละ 500,000 บาท)
            เงินฝาก: แม้จะเป็นชื่อ นาง ข. คนเดียว แต่ได้มาระหว่างสมรส จึงต้องแบ่งให้นาย ก. 250,000 บาท

2. เหตุผลสำคัญที่ควรให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญดำเนินการ

      คดีฟ้องหย่าไม่ใช่เพียงการแยกทางกันทางกฎหมาย แต่กระทบสิทธิและผลประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน ได้แก่ ทรัพย์สิน บุตร และค่าเลี้ยงชีพ ทนายความจะช่วยปกป้องคุณได้ในประเด็นสำคัญ ดังนี้

ประเด็นที่ต้องดำเนินการบทบาทของทนายความผู้เชี่ยวชาญ
การรวบรวมพยานหลักฐานวางแผนกลยุทธ์การพิสูจน์ ประสานนักสืบ ผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์
การแบ่งสินสมรสวิเคราะห์ทรัพย์สินทั้งหมด แยกสินส่วนตัวและสินสมรส ป้องกันการโอนทรัพย์สินหนี
อำนาจปกครองบุตรนำเสนอข้อโต้แย้งเพื่อให้ลูกความได้สิทธิปกครองบุตร
ค่าทดแทนคำนวณและเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพที่เหมาะสม รวมถึงค่าทดแทนความเสียหาย
การดำเนินคดีชั้นศาลยื่นคำฟ้อง สืบพยาน โต้แย้งพยานจำเลย และว่าความจนคดีสิ้นสุด

3. ผลของการดำเนินคดีฟ้องหย่า

      คำพิพากษาคดีฟ้องหย่าอาจออกมาได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดี ดังนี้
         • ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ทะเบียนสมรสสิ้นผล พร้อมมีคำสั่งเรื่องบุตรและทรัพย์สิน
         • ศาลยกฟ้อง หากโจทก์พิสูจน์เหตุหย่าไม่ได้ คู่สมรสยังคงสถานะสมรสต่อไป
         • ศาลพิพากษาให้หย่าพร้อมค่าทดแทน โจทก์ได้รับค่าเสียหายจากฝ่ายที่ผิด
         • ศาลสั่งแบ่งสินสมรส แบ่งทรัพย์สินระหว่างสมรสเท่าๆ กัน เว้นแต่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น

4. ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟ้องหย่า

      4.1 การหย่าโดยความยินยอม vs. การฟ้องหย่า การหย่ามีสองรูปแบบหลักในประเทศไทย คือ
            (1) การหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำได้โดยการจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ ไม่ต้องผ่านศาล และ
            (2) การฟ้องหย่าต่อศาล ซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถดำเนินการได้เมื่อมีเหตุตามมาตรา 1516 แม้อีกฝ่ายไม่ยินยอม

      4.2 อายุความในการฟ้องหย่า

สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่มีอายุความตายตัว แต่ต้องฟ้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดสำหรับแต่ละเหตุ เช่น เหตุมีชู้ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันรู้เหตุ และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็ว  

4.3 ทรัพย์สินที่ไม่ถือเป็นสินสมรส (สินส่วนตัว)
     • ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรส

     • ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดก
     • ทรัพย์สินที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา
     • เครื่องใช้ส่วนตัว เครื่องประดับ หรือของใช้ส่วนตัว

4.4 การคุ้มครองชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี ระหว่างการพิจารณาคดีฟ้องหย่า โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลได้ เช่น ขอให้ศาลออกคำสั่งห้ามจำเลยโอน ขาย หรือจำหน่ายทรัพย์สินระหว่างสมรส ขอค่าอุปการะชั่วคราวสำหรับตนเองและบุตร และขอสิทธิพักอาศัยในบ้านระหว่างรอการพิพากษา

4.5 คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)ตอบ
❓ หากสมรสในต่างประเทศ จะฟ้องหย่าในไทยได้หรือไม่?ได้ หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย หรือทะเบียนสมรสจดในประเทศไทย ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาคดีได้
❓ฝ่ายที่ถูกฟ้องหย่าสามารถฟ้องแย้งได้หรือไม่?ได้ จำเลยสามารถฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพ หรืออำนาจปกครองบุตรได้ในคดีเดียวกัน
❓ถ้ามีบุตรร่วมกัน ใครจะได้สิทธิปกครอง?ศาลพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นหลัก โดยดูจากความสามารถในการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม และความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับพ่อแม่
💡 สรุปฟ้องหย่า ค่าทดแทนและสินสมรส

สาระสำคัญของการฟ้องหย่า การฟ้องหย่าเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน ครอบคลุมเหตุแห่งการหย่า 10 ประการตามมาตรา 1516 การแบ่งทรัพย์สิน สิทธิในการปกครองบุตร ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนความเสียหาย การมีทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัวที่มีประสบการณ์จะช่วยปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของคุณได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินคดีในชั้นศาล ไปจนถึงการบังคับคดีหลังมีคำพิพากษา

กระบวนการและขั้นตอนในชั้นศาล


1. ขั้นตอนการดำเนินการในชั้นศาล

      การฟ้องหย่าในศาลไทยมีขั้นตอนที่ชัดเจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและคดีครอบครัว พ.ศ. 2553 โดยมีขั้นตอนหลัก ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1ปรึกษาทนายความ
รวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน ประเมินเหตุแห่งการหย่า กำหนดกลยุทธ์การดำเนินคดี
ขั้นตอนที่ 2จัดเตรียมเอกสาร
รวบรวมเอกสารประกอบคำฟ้องให้ครบถ้วน ได้แก่ ทะเบียนสมรส บัตรประชาชน พยานหลักฐาน
ขั้นตอนที่ 3ยื่นคำฟ้อง
ยื่นคำฟ้องที่แผนกคดีครอบครัวของศาลเยาวชนและครอบครัว ชำระค่าธรรมเนียมศาล
ขั้นตอนที่ 4ส่งหมายเรียก
ศาลออกหมายเรียกให้จำเลยมารับทราบข้อหาและมาศาลตามนัด
ขั้นตอนที่ 5ไกล่เกลี่ย
ก่อนพิจารณาคดี ศาลจะพยายามไกล่เกลี่ยให้คู่สมรสปรองดองหรือมีข้อตกลง
ขั้นตอนที่ 6สืบพยาน
โจทก์นำสืบพยานก่อน จากนั้นจำเลยนำสืบพยานตอบโต้ รวมถึงพยานผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นตอนที่ 7โต้แย้งพยาน
ทนายทั้งสองฝ่ายซักค้านพยานอีกฝ่าย แถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร
ขั้นตอนที่ 8ฟ้องคำพิพากษา
ศาลนัดฟังคำพิพากษา ทั้งสองฝ่ายต้องมาฟังพร้อมกัน
ขั้นตอนที่ 9บังคับคดี
หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ยื่นขอบังคับคดีต่อกรมบังคับคดีภายใน 10 ปี

2. การพิจารณาและพิพากษา

      คดีฟ้องหย่าในประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ ดังนี้
        • คดีครอบครัวพิจารณาแบบปิด ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าฟังการพิจารณา
        • ศาลต้องพยายามไกล่เกลี่ยก่อน ตามมาตรา 146 แห่ง พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและคดีครอบครัว พ.ศ. 2553
        • ศาลอาจแต่งตั้งนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อประเมินสถานการณ์ครอบครัว
        • การพิพากษาครอบคลุมหลายประเด็น การหย่า + ทรัพย์สิน + บุตร + ค่าเลี้ยงชีพ ในคดีเดียวกัน

สิทธิอุทธรณ์ — หากไม่พอใจคำพิพากษา สามารถอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน

3. เอกสารประกอบการยื่นฟ้อง

      เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการฟ้องหย่า แบ่งเป็นหมวดหมู่ ดังนี้
ประเภทเอกสาร รายละเอียด
เอกสารส่วนตัว สำเนาบัตรประชาชนโจทก์และจำเลย, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาทะเบียนสมรส
เอกสารเกี่ยวกับบุตร สูติบัตรบุตรทุกคน, สำเนาทะเบียนบ้านบุตร
เอกสารทรัพย์สิน โฉนดที่ดิน, สมุดบัญชีธนาคาร, เล่มทะเบียนรถยนต์, เอกสารหุ้น/กองทุน
พยานหลักฐาน ภาพถ่าย, บันทึกการสนทนา (Line, SMS), ใบรับรองแพทย์, บันทึกตำรวจ, คำให้การพยาน
เอกสารรายได้ สลิปเงินเดือน, หนังสือรับรองรายได้, แบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.)
คำฟ้อง คำฟ้องที่จัดทำโดยทนายความ พร้อมบัญชีพยานเอกสารและพยานบุคคล

4. ค่าธรรมเนียมศาล

ค่าธรรมเนียมในคดีฟ้องหย่ามีดังนี้ (อ้างอิงตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)

รายการค่าธรรมเนียม อัตรา หมายเหตุ
ค่าขึ้นศาล (คดีไม่มีทุนทรัพย์) 200 บาท กรณีฟ้องหย่าอย่างเดียว
ค่าขึ้นศาล (คดีมีทุนทรัพย์) 2% ของทุนทรัพย์ สูงสุด 200,000 บาท
ค่านำส่งหมาย ตามระยะทาง
ค่าพยานผู้เชี่ยวชาญ ตามที่ตกลง หากจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ
ค่าทนายความ ตามข้อตกลง แตกต่างตามความซับซ้อนของคดี

5. เขตอำนาจศาล

การฟ้องหย่าต้องยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ดังนี้

• หลักทั่วไป ยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจ
• กรณีพิเศษ หากไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวในพื้นที่ ให้ยื่นต่อแผนกคดีครอบครัวของศาลจังหวัด หรือศาลแพ่งในกรุงเทพมหานคร

ปรึกษาปัญหาทางกฎหมายติดต่อเราได้ที่
📞 โทร : 062-652-4259 (ทนาย ดร.นิ้ง)
📱 LINE ID : @disavorabuthlaw
📩 สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้จาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

©2026 Dr.Disavorabuth Law Office. All Rights Reserved.
ฟ้องหย่า ค่าทดแทนและสินสมรส