สู้คดียักยอก จำเลยควรทำอย่างไร?

เมื่อถูกกล่าวหาว่า ยักยอกทรัพย์ จำเลยไม่ควรพิจารณาเพียงว่าทรัพย์อยู่ในความครอบครองของตนและยังไม่ได้ส่งคืนหรือไม่ แต่ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าได้รับทรัพย์มาอย่างไร ครอบครองในฐานะใด มีสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์อย่างไร และมีพฤติการณ์ที่แสดงถึงการเบียดบังโดยทุจริตหรือไม่

เพราะความผิดฐานยักยอกมีองค์ประกอบแตกต่างจากความผิดฐานลักทรัพย์ โดยมาตรา 352 กล่าวถึงกรณีที่ผู้กระทำ ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นหรือทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต

ดังนั้น การ สู้คดียักยอก จึงควรพิจารณาทั้งประเด็นความผิดและประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดโทษ

ความผิดฐานยักยอก คืออะไร?

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 กำหนดความผิดฐานยักยอกไว้ในกรณีที่ผู้กระทำครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต

สำนักงานกิจการยุติธรรมอธิบายว่าองค์ประกอบภายในของความผิดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ เจตนาและเจตนาโดยทุจริต ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีข้อกล่าวหาว่ายักยอก จึงควรแยกประเด็นให้ชัดว่า

จำเลยครอบครองทรัพย์จริงหรือไม่ → ครอบครองในฐานะใด → มีการเบียดบังหรือไม่ → และมีเจตนาโดยทุจริตหรือไม่

1. การลดความร้ายแรงของคดี

แนวทางสำคัญในการ ต่อสู้คดียักยอก คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาและการครอบครองทรัพย์

ประเด็นที่ควรพิจารณา เช่น

จำเลยได้รับทรัพย์มาอย่างไร?

การที่ทรัพย์มาอยู่ในมือของจำเลยอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น

    • เจ้าของมอบให้ถือหรือเก็บรักษา
    • มอบหมายให้ใช้หรือจัดการ
    • ส่งมอบตามสัญญาหรือข้อตกลง
    • ให้ยืม
    • ส่งมอบโดยสำคัญผิด
    • หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการครอบครอง

รายละเอียดเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ว่า การกระทำของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกหรือไม่

มีการ “เบียดบัง” จริงหรือไม่?

คำว่า “เบียดบัง” ในบริบทความผิดฐานยักยอก หมายถึงการแสดงพฤติการณ์เอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต

ดังนั้น การไม่คืนทรัพย์ในทุกกรณีจึงไม่ควรถูกนำมาพิจารณาแยกจากบริบททั้งหมดของเหตุการณ์

ต้องพิจารณาถึงสัญญา ข้อตกลง การส่งมอบทรัพย์ สิทธิของแต่ละฝ่าย และพฤติการณ์แวดล้อมประกอบกัน

 

2. การบรรเทาความเสียหายให้ผู้เสียหาย

หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น จำเลยอาจพิจารณาดำเนินการเพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น

    • คืนทรัพย์
    • ชดใช้ค่าเสียหาย
    • เยียวยาความเสียหาย
    • แสดงความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น
    • พยายามแก้ไขหรือบรรเทาผลร้ายจากเหตุการณ์

การดำเนินการดังกล่าวอาจมีความสำคัญต่อการพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลย โดยเฉพาะเมื่อคดีเข้าสู่ขั้นตอนการกำหนดโทษ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ระบุเหตุบรรเทาโทษประการหนึ่งไว้ในกรณีที่ผู้กระทำ รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด รวมถึงเหตุอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่า

การคืนทรัพย์หรือชดใช้ค่าเสียหาย ไม่ได้หมายความว่าศาลจะต้องลดโทษเสมอไป

เพราะมาตรา 78 กำหนดให้การลดโทษเป็นดุลพินิจของศาล โดยหากศาลเห็นสมควรจึงอาจลดโทษได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลง

นอกจากนี้ คดียักยอกมีลักษณะเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 356 ดังนั้น ประเด็นเรื่องการชดใช้และการยุติข้อพิพาทต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับขั้นตอนและข้อเท็จจริงของคดีด้วย

3. เจตนาการกระทำความผิด

เจตนา เป็นอีกประเด็นสำคัญในการต่อสู้คดียักยอก

เนื่องจากมาตรา 352 ไม่ได้พิจารณาเพียงการครอบครองทรัพย์ แต่กำหนดถึงการเบียดบังทรัพย์ โดยทุจริต ด้วย

ดังนั้น การวิเคราะห์เจตนาควรพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม เช่น

ก่อนรับทรัพย์

  • ใครเป็นผู้ส่งมอบทรัพย์
  • ส่งมอบเพื่อวัตถุประสงค์ใด
  • มีข้อตกลงหรือเงื่อนไขอย่างไร
  • จำเลยเข้าใจสิทธิของตนเกี่ยวกับทรัพย์อย่างไร

ระหว่างครอบครอง

  • จำเลยนำทรัพย์ไปใช้ในลักษณะใด
  • มีการปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่
  • มีการติดต่อกับเจ้าของทรัพย์หรือไม่
  • มีเหตุใดที่ไม่สามารถส่งคืนทรัพย์ได้

หลังเกิดข้อพิพาท

  • จำเลยพยายามคืนทรัพย์หรือไม่
  • มีการชดใช้หรือเยียวยาความเสียหายหรือไม่
  • มีการเจรจากับผู้เสียหายหรือไม่
  • พฤติการณ์หลังเกิดเหตุสะท้อนอะไรเกี่ยวกับเจตนาของจำเลย

การพิจารณาเจตนาจึงควรดูจาก พฤติการณ์และพยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ควรพิจารณาจากเหตุการณ์เพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง

 

หากศาลพิจารณาว่ามีความผิด ยังมีประเด็นเรื่องการลดโทษ

การต่อสู้คดีอาญาไม่ได้มีเพียงคำถามว่า

“ผิดหรือไม่ผิด?”

แต่หากคดีเข้าสู่ขั้นตอนการกำหนดโทษ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ พฤติการณ์ของจำเลยและเหตุบรรเทาโทษ ที่ควรนำเสนออย่างเป็นระบบ

มาตรา 78 ระบุเหตุบรรเทาโทษ เช่น

  • การรู้สึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด
  • การลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน
  • การให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
  • และเหตุอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

หากศาลเห็นสมควร สามารถลดโทษได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลง แต่การมีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ได้ทำให้เกิดการลดโทษโดยอัตโนมัติ เพราะยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลและพฤติการณ์แห่งคดี

ดังนั้น แนวทางการต่อสู้จึงอาจแบ่งเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 — ต่อสู้เรื่องความผิด

ข้อกล่าวหา → ข้อเท็จจริง → การครอบครอง → การเบียดบัง → เจตนา → พยานหลักฐาน

ส่วนที่ 2 — หากเข้าสู่การกำหนดโทษ

ความเสียหาย → การเยียวยา → ความรับผิดชอบ → เหตุบรรเทาโทษ → พฤติการณ์ที่เป็นคุณต่อจำเลย


💡 สรุป NDA สำคัญกับธุรกิจอย่างไร?

การ สู้คดียักยอก ไม่ควรดูเพียงว่าจำเลยมีทรัพย์ของผู้เสียหายอยู่ในความครอบครองหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่า

• ทรัพย์มาอยู่กับจำเลยได้อย่างไร
• จำเลยครอบครองในฐานะใด
• มีการเบียดบังทรัพย์หรือไม่
• การกระทำมีลักษณะโดยทุจริตหรือไม่
• และมีพยานหลักฐานเพียงใดที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

ขณะเดียวกัน หากคดีเข้าสู่ขั้นตอนการกำหนดโทษ การคืนทรัพย์ การชดใช้หรือเยียวยาความเสียหาย การแสดงความรับผิดชอบ และเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย ก็เป็นประเด็นที่อาจนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดโทษได้

• สู้คดีให้ตรงประเด็น
• วิเคราะห์ข้อเท็จจริงให้ครบ
• และนำเสนอพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และพฤติการณ์เฉพาะของแต่ละคดี

ปรึกษาปัญหาทางกฎหมายติดต่อเราได้ที่
📞 โทร : 062-652-4259 (ทนาย ดร.นิ้ง)
📱 LINE ID : @disavorabuthlaw
📩 สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้จาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง

©2026 Dr.Disavorabuth Law Office. All Rights Reserved.
สู้คดียักยอก จำเลยควรทำอย่างไร?