การฟ้องหย่าในประเทศไทย อยากหย่าต้องทำอย่างไร?

การฟ้องหย่าในประเทศไทย อยากหย่าต้องทำอย่างไร? เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายมีอะไรบ้าง

      การหย่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทั้งในด้านความสัมพันธ์ ครอบครัว ทรัพย์สิน และบุตร หลายคนเข้าใจว่า “อยากหย่า” สามารถไปศาลได้ทันที แต่ตามกฎหมายไทย การหย่ามีหลักเกณฑ์ที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสอีกฝ่ายไม่ยินยอมหย่า ผู้ที่ต้องการหย่าจะต้องมี “เหตุฟ้องหย่า” ตามกฎหมาย และต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุนให้ศาลเชื่อได้ว่ามีเหตุหย่าจริง

บทความนี้จะอธิบายว่า การหย่าในประเทศไทยมีกี่แบบ เหตุฟ้องหย่ามีอะไรบ้าง ขั้นตอนการฟ้องหย่าเป็นอย่างไร ศาลพิจารณาเรื่องใดบ้าง พร้อมตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

การหย่าในประเทศไทยมีกี่แบบ?

      ตามกฎหมายไทย การหย่าทำได้หลัก ๆ 2 แบบ คือ การหย่าโดยความยินยอม และ การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 กำหนดหลักว่า การหย่าทำได้โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือโดยคำพิพากษาของศาล และการหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือ มีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2 คน

1. การหย่าโดยความยินยอม

      การหย่าโดยความยินยอม คือ กรณีที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ว่าจะหย่า และสามารถตกลงเรื่องสำคัญต่าง ๆ ได้ เช่น ทรัพย์สิน หนี้สิน บุตร ค่าเลี้ยงดู หรือเงื่อนไขอื่น ๆ

โดยทั่วไป คู่สมรสสามารถไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอได้ แต่ควรจัดทำข้อตกลงให้ชัดเจน เช่น ใครจะเป็นผู้ดูแลบุตร ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบุตร ทรัพย์สินใดเป็นของใคร และหนี้สินใดใครเป็นผู้รับผิดชอบ

ตัวอย่าง

นายเอและนางบีตกลงกันว่าจะหย่า ทั้งสองมีบุตร 1 คน และมีรถยนต์ 1 คัน ทั้งคู่ตกลงกันว่า บุตรอยู่กับนางบี นายเอจ่ายค่าเลี้ยงดูเดือนละ 8,000 บาท ส่วนรถยนต์ให้นายเอเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ต่อไป กรณีนี้ควรเขียนข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนก่อนจดทะเบียนหย่า

2. การฟ้องหย่าต่อศาล

      การฟ้องหย่า คือ กรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องการหย่า แต่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือแม้คู่สมรสจะยินยอมแยกทางกัน แต่ยังตกลงเรื่องสำคัญไม่ได้ เช่น บุตร ทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงดู หรือหนี้สิน ผู้ประสงค์จะหย่าจึงต้องยื่นฟ้องต่อศาล

อย่างไรก็ตาม การฟ้องหย่าไม่ใช่การฟ้องเพราะ “หมดรัก” หรือ “อยู่ด้วยกันไม่ได้” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเหตุฟ้องหย่าตามที่กฎหมายกำหนด เช่น มีชู้ ทำร้ายร่างกาย ทอดทิ้งกันเกิน 1 ปี ไม่อุปการะเลี้ยงดู หรือแยกกันอยู่เกิน 3 ปี เป็นต้น

เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย มีอะไรบ้าง?

      เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยสามารถสรุปให้เข้าใจง่ายได้ดังนี้

1. คู่สมรสมีชู้ หรือยกย่องผู้อื่นในลักษณะคู่สมรส

      กรณีหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในลักษณะชู้ หรืออุปการะเลี้ยงดู ยกย่องผู้อื่นเสมือนเป็นคู่สมรส เช่น พาออกงาน เปิดเผยต่อสังคมว่าเป็นคนรัก อยู่กินกันฉันคู่รัก หรือดูแลค่าใช้จ่ายให้เป็นประจำ

      หลังการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับสมรสเท่าเทียม กฎหมายใช้คำว่า “คู่สมรส” เพื่อให้สิทธิครอบคลุมคู่สมรสทุกเพศ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

ตัวอย่าง

คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างเปิดเผย พาไปพบญาติ เพื่อนร่วมงาน และโพสต์ภาพในลักษณะคู่รักเป็นประจำ อีกฝ่ายสามารถนำพยานหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ข้อความ แชต พยานบุคคล หรือหลักฐานการใช้ชีวิตร่วมกัน ไปใช้ประกอบการฟ้องหย่าได้

2. ประพฤติชั่วจนอีกฝ่ายได้รับความอับอายหรือเสียหายร้ายแรง

      หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งประพฤติไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงจนทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย ถูกดูถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายเกินควร อาจเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ เช่น เล่นการพนันอย่างหนัก ติดยาเสพติด ก่อหนี้จำนวนมาก หลอกลวงผู้อื่น หรือมีพฤติกรรมที่ทำให้ครอบครัวเสื่อมเสีย

ตัวอย่าง

สามีติดการพนันอย่างหนัก กู้เงินนอกระบบหลายแห่งจนเจ้าหนี้มาตามทวงถึงบ้าน ทำให้ภรรยาและบุตรได้รับความเดือดร้อน ถูกเพื่อนบ้านดูถูก และต้องรับภาระหนี้สินแทน กรณีนี้อาจใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ หากมีหลักฐานเพียงพอ

3. ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจอย่างร้ายแรง

      หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจ ข่มขู่ คุกคาม หรือใช้ความรุนแรงในครอบครัวอย่างร้ายแรง อีกฝ่ายสามารถใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้

หลักฐานที่ควรเก็บ เช่น ใบรับรองแพทย์ ภาพบาดแผล บันทึกประจำวัน ข้อความข่มขู่ คลิปเสียง คลิปวิดีโอ หรือพยานบุคคล

ตัวอย่าง

ภรรยาถูกสามีทำร้ายร่างกายหลายครั้ง มีใบรับรองแพทย์และบันทึกแจ้งความเป็นหลักฐาน กรณีนี้สามารถนำมาใช้ประกอบการฟ้องหย่า และอาจเกี่ยวข้องกับการขอคุ้มครองด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมได้

4. จงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งเกิน 1 ปี

      หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจงใจทิ้งอีกฝ่ายไป ไม่ติดต่อ ไม่กลับมาอยู่ร่วมกัน และไม่ดูแลรับผิดชอบเป็นเวลาเกิน 1 ปี อีกฝ่ายอาจฟ้องหย่าได้

ตัวอย่าง

สามีออกจากบ้านไปอยู่กับบุคคลอื่น ไม่ส่งเสียภรรยาและบุตร ไม่กลับมาอยู่ร่วมกันเป็นเวลากว่า 1 ปี ภรรยาสามารถใช้เหตุละทิ้งร้างเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ โดยควรมีหลักฐาน เช่น ข้อความสนทนา พยานบุคคล เอกสารการโอนเงินที่ขาดหาย หรือหลักฐานว่าแยกกันอยู่จริง

5. ถูกจำคุกเกิน 1 ปี และทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควร

      กรณีคู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และถูกจำคุกเกิน 1 ปี ในความผิดที่อีกฝ่ายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากการเป็นคู่สมรสต่อไปทำให้อีกฝ่ายเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายอาจฟ้องหย่าได้

ตัวอย่าง

คู่สมรสฝ่ายหนึ่งถูกจำคุกในคดีอาญาร้ายแรงเป็นเวลาหลายปี ทำให้อีกฝ่ายต้องรับภาระครอบครัวเพียงลำพัง และได้รับผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ หรือชื่อเสียง กรณีนี้อาจเป็นเหตุฟ้องหย่าได้

6. แยกกันอยู่เกิน 3 ปี หรือไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข

      กรณีคู่สมรสแยกกันอยู่เป็นเวลานานเกิน 3 ปี และไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตคู่ได้โดยปกติสุข อาจใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่ต้องพิจารณารายละเอียดข้อเท็จจริง เช่น สาเหตุของการแยกกันอยู่ ความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และพฤติการณ์ที่แสดงว่าไม่สามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้จริง

ตัวอย่าง

คู่สมรสแยกกันอยู่คนละบ้านเป็นเวลา 4 ปี ต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตแยกจากกัน ไม่มีการติดต่อดูแลกันในฐานะคู่สมรส และไม่มีแนวโน้มกลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน กรณีนี้อาจใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้

7. ไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายตามสมควร

      คู่สมรสมีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามสมควร หากฝ่ายหนึ่งไม่ดูแล ไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หรือปล่อยให้อีกฝ่ายเดือดร้อนโดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจเป็นเหตุฟ้องหย่าได้

ตัวอย่าง

สามีมีรายได้ประจำ แต่ไม่ส่งเสียค่าใช้จ่ายในครอบครัว ปล่อยให้ภรรยาและบุตรต้องรับภาระทั้งหมด ทั้งที่ตนเองสามารถช่วยเหลือได้ กรณีนี้อาจนำมาเป็นข้อเท็จจริงประกอบการฟ้องหย่าได้

 

ก่อนฟ้องหย่า ควรเตรียมอะไรบ้าง?

      การฟ้องหย่าเป็นคดีครอบครัวที่ต้องใช้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบ การเตรียมเอกสารและหลักฐานให้ครบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้การดำเนินคดีชัดเจนขึ้น

เอกสารพื้นฐานที่มักใช้

       เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่ ทะเบียนสมรส บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สูติบัตรบุตร เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ และเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุฟ้องหย่า เช่น ภาพถ่าย แชต บันทึกประจำวัน ใบรับรองแพทย์ หรือพยานบุคคล

      หากมีบุตรร่วมกัน ควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของบุตร เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายประจำวัน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเรื่องอำนาจปกครองและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

หลักฐานเกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่า

      หลักฐานควรสัมพันธ์กับเหตุฟ้องหย่าที่อ้าง เช่น หากอ้างว่ามีชู้ ควรมีหลักฐานความสัมพันธ์ที่ชัดเจน หากอ้างว่าทำร้ายร่างกาย ควรมีใบรับรองแพทย์หรือบันทึกแจ้งความ หากอ้างว่าทอดทิ้ง ควรมีหลักฐานว่าแยกกันอยู่จริงและอีกฝ่ายไม่ดูแลเป็นเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

ขั้นตอนการฟ้องหย่าต่อศาล

      ขั้นตอนโดยทั่วไปของการฟ้องหย่ามีดังนี้

1. ปรึกษาทนายความและวิเคราะห์ข้อเท็จจริง

      ก่อนฟ้องควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเข้าเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่ มีพยานหลักฐานเพียงพอหรือยัง และควรเรียกร้องเรื่องใดบ้าง เช่น หย่า อำนาจปกครองบุตร ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงชีพ ค่าทดแทน หรือแบ่งสินสมรส

2. เตรียมเอกสารและพยานหลักฐาน

      รวบรวมเอกสารส่วนตัว เอกสารครอบครัว เอกสารทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ และหลักฐานเกี่ยวกับเหตุหย่าให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการจัดทำคำฟ้อง

3. ยื่นคำฟ้องต่อศาล

      เมื่อเตรียมคำฟ้องและเอกสารครบแล้ว จะยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี โดยทั่วไปคดีครอบครัวจะอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว

4. ศาลนัดไกล่เกลี่ยหรือพิจารณาคดี

      คดีครอบครัวมักมีขั้นตอนการไกล่เกลี่ย เพื่อให้คู่กรณีมีโอกาสตกลงกันในประเด็นสำคัญ เช่น การหย่า บุตร ทรัพย์สิน หรือค่าเลี้ยงดู เว็บไซต์ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีหมวดเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวและเอกสารบรรยายเรื่องการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว ซึ่งสะท้อนว่าการไกล่เกลี่ยเป็นส่วนสำคัญของคดีครอบครัว

หากตกลงกันได้ ศาลอาจบันทึกข้อตกลงและมีคำพิพากษาตามยอม แต่หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณา สืบพยาน และมีคำพิพากษาต่อไป

5. ศาลมีคำพิพากษา

      หากศาลเห็นว่ามีเหตุหย่าตามกฎหมายและพยานหลักฐานเพียงพอ ศาลอาจพิพากษาให้หย่า พร้อมพิจารณาประเด็นอื่น ๆ เช่น อำนาจปกครองบุตร ค่าเลี้ยงดูบุตร การแบ่งสินสมรส ค่าเลี้ยงชีพ หรือค่าทดแทนตามที่คู่ความร้องขอและพิสูจน์ได้

 

ฟ้องหย่าแล้ว ศาลพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง?

      การฟ้องหย่าไม่ได้มีเพียงประเด็นว่า “ให้หย่าหรือไม่” แต่ศาลอาจต้องพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวด้วย

1. อำนาจปกครองบุตร

      หากคู่สมรสมีบุตรร่วมกัน ศาลจะพิจารณาว่าบุตรควรอยู่กับฝ่ายใด โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ความปลอดภัย สภาพแวดล้อม ความสามารถในการเลี้ยงดู และประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นสำคัญ

ตัวอย่าง

แม้ฝ่ายหนึ่งจะมีรายได้มากกว่า แต่อีกฝ่ายเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรมาโดยตลอด มีความใกล้ชิดกับบุตร และสามารถดูแลชีวิตประจำวันของบุตรได้เหมาะสม ศาลอาจพิจารณาให้บุตรอยู่ในความดูแลของฝ่ายนั้นได้

2. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

      ศาลอาจกำหนดให้ฝ่ายที่ไม่ได้ดูแลบุตรเป็นหลัก ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน หรือในรูปแบบอื่นตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความจำเป็นของบุตรและฐานะของผู้มีหน้าที่จ่าย

ค่าใช้จ่ายที่ศาลอาจนำมาพิจารณา เช่น ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ

3. การแบ่งสินสมรส

      เมื่อหย่ากัน ศาลอาจพิจารณาเรื่องการแบ่งสินสมรส เช่น บ้าน รถ เงินฝาก หุ้น หรือทรัพย์สินอื่นที่ได้มาระหว่างสมรส โดยต้องแยกให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นสินสมรส และอะไรเป็นสินส่วนตัว

ตัวอย่าง

บ้านซื้อหลังจดทะเบียนสมรสและผ่อนชำระระหว่างสมรส แม้ชื่อกรรมสิทธิ์จะอยู่ฝ่ายเดียว ก็อาจเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ส่วนทรัพย์สินที่มีมาก่อนสมรส หรือได้รับมรดกโดยเฉพาะ อาจเป็นสินส่วนตัวได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐาน

4. ค่าเลี้ยงชีพหรือค่าทดแทน

      ในบางกรณี คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจเรียกค่าเลี้ยงชีพหรือค่าทดแทนได้ เช่น กรณีหย่าเพราะอีกฝ่ายมีชู้ หรือเพราะพฤติการณ์ที่ทำให้ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องต้องมีฐานทางกฎหมายและพยานหลักฐานสนับสนุน


💡 สรุปการหย่าในประเทศไทย

การหย่าในประเทศไทยมี 2 วิธี คือ การหย่าโดยความยินยอม และ การฟ้องหย่าต่อศาล หากคู่สมรสตกลงกันได้ สามารถหย่าโดยความยินยอมและจดทะเบียนหย่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ แต่หากอีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือมีปัญหาเรื่องบุตร ทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงดู หรือเหตุหย่าตามกฎหมาย อาจต้องใช้วิธีฟ้องหย่าต่อศาล

การฟ้องหย่าต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย เช่น มีชู้ ทำร้ายร่างกาย ทอดทิ้งกันเกิน 1 ปี ไม่อุปการะเลี้ยงดู แยกกันอยู่เกิน 3 ปี หรือมีเหตุอื่นที่กฎหมายกำหนด ที่สำคัญต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ศาลพิจารณาได้ว่ามีเหตุหย่าจริง

หากกำลังประสบปัญหาครอบครัวและต้องการฟ้องหย่า ควรปรึกษาทนายความเพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เตรียมเอกสารหลักฐาน และวางแนวทางดำเนินคดีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง

ปรึกษาปัญหาทางกฎหมายติดต่อเราได้ที่
📞 โทร : 062-652-4259 (ทนาย ดร.นิ้ง)
📱 LINE ID : @disavorabuthlaw
📩 สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้จาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

©2026 Dr.Disavorabuth Law Office. All Rights Reserved.
การฟ้องหย่าในประเทศไทย อยากหย่าต้องทำอย่างไร?