การบอกเลิกสัญญา ต้องทำอย่างไรจึงถูกต้อง? เป็นคำถามสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือไม่ต้องการดำเนินการตามสัญญาต่อไป
อย่างไรก็ตาม การบอกเลิกสัญญาไม่ได้หมายความว่า คู่สัญญาจะสามารถประกาศว่า “ขอเลิกสัญญา” ได้ทันทีในทุกกรณี
ก่อนใช้สิทธิ ควรพิจารณาว่า มีสิทธิเลิกสัญญาหรือไม่ ต้องบอกกล่าวก่อนหรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไร
ตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาย่อมทำโดยการแสดงเจตนาไปยังคู่สัญญาอีกฝ่าย
ดังนั้น จุดเริ่มต้นจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราไม่อยากทำสัญญาต่อแล้ว” แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่ามีสิทธิเลิกสัญญาตามข้อสัญญาหรือตามกฎหมายหรือไม่ และโดยหลัก เมื่อแสดงเจตนาเลิกสัญญาแล้ว การแสดงเจตนาดังกล่าวไม่อาจถอนได้
ก่อนบอกเลิกสัญญา ควรตรวจสอบว่าสัญญากำหนดเรื่องต่อไปนี้ไว้หรือไม่
หากสัญญากำหนดสิทธิและขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน ควรพิจารณาข้อกำหนดดังกล่าวร่วมกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กรณีที่ต้องการเลิกสัญญาเพราะอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า
อีกฝ่ายมีหน้าที่อะไร? และ สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่?
การประเมินเรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะไม่ใช่การผิดเงื่อนไขทุกกรณีที่จะทำให้สามารถเลิกสัญญาได้ทันที
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายอาจกำหนดระยะเวลาพอสมควรและบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
หากพ้นระยะเวลาที่กำหนดแล้ว และยังไม่มีการชำระหนี้หรือปฏิบัติตามหน้าที่ อีกฝ่ายจึงอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ดังนั้น ในบางกรณี การส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาทันทีโดยไม่ได้ให้โอกาสอีกฝ่ายแก้ไขหรือปฏิบัติตาม อาจไม่ใช่ขั้นตอนที่เหมาะสม
เพื่อให้เกิดความชัดเจน ควรระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น
ทั้งนี้ ระยะเวลาที่กำหนดควรพิจารณาตามลักษณะของภาระและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 กำหนดกรณีที่วัตถุประสงค์ของสัญญาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการชำระหนี้ภายในเวลาหรือระยะเวลาที่กำหนด และเมื่อกำหนดเวลาดังกล่าวล่วงพ้นไปโดยไม่มีการชำระหนี้ อีกฝ่ายอาจเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวตามมาตรา 387
อย่างไรก็ตาม การจะเข้ากรณีนี้หรือไม่ ต้องพิจารณาลักษณะของสัญญาและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
เมื่อมีสิทธิเลิกสัญญาแล้ว การเลิกสัญญาตามมาตรา 386 ต้องแสดงเจตนาไปยังคู่สัญญาอีกฝ่าย
เพื่อป้องกันข้อพิพาท ควรทำให้การแจ้งมีความชัดเจน เช่น ระบุว่า
นอกจากนี้ ควรเลือกวิธีการส่งหรือแจ้งที่สามารถเก็บหลักฐานได้ โดยต้องพิจารณาข้อกำหนดเรื่องการบอกกล่าวในสัญญาประกอบด้วย
1. มีสิทธิเลิกสัญญาหรือไม่?
ดูทั้งข้อสัญญาและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. เกิดเหตุที่ทำให้เลิกสัญญาแล้วหรือไม่?
ตรวจสอบว่ามีการผิดสัญญาหรือเกิดเหตุอื่นตามที่กฎหมายหรือสัญญากำหนด
3. ต้องบอกกล่าวก่อนหรือไม่?
บางกรณีต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามก่อน ตามหลักมาตรา 387
4. หนังสือหรือข้อความแจ้งชัดเจนหรือไม่?
ควรระบุให้ชัดว่ากำลังบอกกล่าวให้ปฏิบัติตาม หรือกำลังใช้สิทธิเลิกสัญญา
5. มีหลักฐานการแจ้งหรือไม่?
ควรเก็บเอกสาร หลักฐานการส่ง และหลักฐานการติดต่อที่เกี่ยวข้องไว้
การบอกเลิกสัญญาไม่ควรเริ่มจากการส่งข้อความว่า “ขอยกเลิกสัญญา” ทันที
แต่ควรตรวจสอบตามลำดับดังนี้
อ่านสัญญา
ตรวจสอบสิทธิในการเลิก
ตรวจสอบเหตุแห่งการเลิก
พิจารณาว่าต้องบอกกล่าวและกำหนดเวลาก่อนหรือไม่
แสดงเจตนาเลิกสัญญาให้ชัดเจน
เก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
การเลิกสัญญาที่ถูกต้อง ไม่ได้มีแค่คำว่า “เลิก” แต่ต้องมีสิทธิและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม
การใช้สิทธิเลิกสัญญาอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันตามประเภทของสัญญา ข้อกำหนดเฉพาะ และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี จึงควรตรวจสอบเอกสารและสิทธิทางกฎหมายอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง