MOU มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะเมื่อบริษัท องค์กร หรือบุคคลทำ “บันทึกความเข้าใจ” ร่วมกัน
คำตอบคือ MOU ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยอัตโนมัติทุกฉบับ และก็ไม่ใช่ว่า MOU จะไม่มีผลทางกฎหมายเสมอไป
การพิจารณาว่า MOU มีผลผูกพันหรือไม่ ต้องดูรายละเอียดของเอกสาร รวมถึงเจตนาและพฤติการณ์ของคู่กรณีเป็นสำคัญ
MOU ย่อมาจาก Memorandum of Understanding หรือ “บันทึกความเข้าใจ”
โดยทั่วไป MOU ใช้สำหรับบันทึกความเข้าใจ แนวทาง หรือกรอบความร่วมมือระหว่างบุคคล บริษัท หน่วยงาน หรือองค์กรตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป
ตัวอย่างเช่น
อย่างไรก็ตาม การเรียกเอกสารว่า “MOU” ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดเพียงอย่างเดียวว่าเอกสารนั้นไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
อาจมีผลผูกพันได้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
สิ่งที่ควรพิจารณา ได้แก่
1. เนื้อหาของ MOU ต้องดูว่าเอกสารกำหนดหน้าที่ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างไร
หากมีข้อความที่กำหนดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องดำเนินการบางอย่างอย่างชัดเจน ก็อาจมีประเด็นเรื่องข้อผูกพันตามกฎหมายที่ต้องพิจารณา
2. เจตนาของคู่กรณี ควรพิจารณาว่าคู่กรณีมีเจตนาเพียงกำหนดกรอบความร่วมมือ หรือมีเจตนาที่จะให้เกิดข้อผูกพันที่สามารถบังคับกันได้
ดังนั้น การดูเพียงชื่อเอกสารว่าเป็น “MOU” จึงอาจไม่เพียงพอ
3. ถ้อยคำที่ใช้ในเอกสาร ถ้อยคำใน MOU มีความสำคัญมาก
ตัวอย่างเช่น การใช้ข้อความในลักษณะ
“คู่กรณีตกลงจะ…”
ย่อมมีลักษณะแตกต่างจากข้อความในลักษณะ
“คู่กรณีมีความประสงค์ที่จะ…”
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินจากคำใดคำหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอ่านเอกสารโดยรวมและพิจารณาเจตนาของคู่กรณีประกอบ
4. การกระทำของคู่กรณีหลังลงนาม พฤติการณ์หลังการลงนามก็อาจมีความสำคัญ
มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิจารณาว่า เมื่อคู่กรณีได้ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงและแสดงพฤติการณ์ยอมรับข้อผูกพัน ก็อาจมีผลต่อการพิจารณาว่าคู่กรณีได้เข้าผูกพันตามข้อตกลงนั้นหรือไม่
แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีทั้งกรณีที่บันทึกข้อตกลงสามารถผูกพันคู่กรณี และกรณีที่ไม่ผูกพันบุคคลหรือบริษัทที่ไม่ได้เข้าทำข้อตกลงอย่างถูกต้อง
ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12452/2558 ศาลพิจารณาถึงฐานะของผู้ลงนามและอำนาจในการกระทำแทนบริษัท โดยเห็นว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่ผูกพันบริษัท แต่ผูกพันผู้ลงนามในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท
ในอีกคดีหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13273/2557 ศาลวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการขายที่ดินและการแบ่งเงิน มีลักษณะเป็นสัญญาที่ผูกพันผู้ร่วมทำบันทึกข้อตกลงให้ต้องปฏิบัติตาม
จึงเห็นได้ว่า ชื่อเอกสารว่า “MOU” หรือ “บันทึกข้อตกลง” ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายว่ามีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่
ก่อนลงนาม MOU ควรตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง
1. คู่สัญญาคือใคร ตรวจสอบว่าบุคคลที่ลงนามมีอำนาจทำข้อตกลงแทนบริษัทหรือองค์กรหรือไม่
2. หน้าที่ของแต่ละฝ่าย อ่านว่ามีข้อใดกำหนดให้ต้องดำเนินการ ต้องชำระเงิน ต้องส่งมอบ หรือรับผิดชอบเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่
3. ข้อที่ต้องการให้มีผลผูกพัน ตรวจสอบว่ามีข้อใดที่คู่กรณีตั้งใจให้มีผลบังคับใช้ แม้ส่วนอื่นของ MOU จะเป็นเพียงกรอบความร่วมมือ
4. การผิดข้อตกลง ตรวจสอบว่ามีการกำหนดผลของการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงไว้อย่างไร
5. กฎหมายและการระงับข้อพิพาท ตรวจสอบว่ามีข้อกำหนดเกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้บังคับ ศาล หรือวิธีระงับข้อพิพาทหรือไม่
คำตอบที่ถูกต้องไม่ใช่เพียง “มี” หรือ “ไม่มี”
แต่ควรพิจารณาว่า
MOU มีเนื้อหาอย่างไร?
↓
คู่กรณีมีเจตนาอย่างไร?
↓
กำหนดหน้าที่และข้อผูกพันไว้อย่างไร?
↓
ผู้ลงนามมีอำนาจหรือไม่?
↓
พฤติการณ์ของคู่กรณีสอดคล้องกับการเข้าผูกพันหรือไม่?
ดังนั้น หากต้องจำเพียงประโยคเดียว ให้จำว่า
หากเป็น MOU ที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมาก การลงทุน การร่วมธุรกิจ ทรัพย์สิน หรือภาระหน้าที่สำคัญ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตรวจสอบก่อนลงนาม
คำตอบ: “อาจมี หรืออาจไม่มี” ไม่สามารถตัดสินจากชื่อว่าเป็น MOU เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องดูคือ 4 เรื่องหลัก
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง