การทำสัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง หรือสัญญาทางธุรกิจ นอกจากจะต้องตกลงเรื่องสินค้า บริการ หรือหน้าที่ของแต่ละฝ่ายแล้ว อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ “เงื่อนไขการชำระเงินในสัญญา”
หากระบุรายละเอียดไม่ชัดเจน อาจเกิดคำถามตามมาว่า ต้องจ่ายเงินเมื่อไร จ่ายจำนวนเท่าไร จ่ายผ่านช่องทางใด หรือหากชำระล่าช้าจะมีผลอย่างไร
บทความนี้สรุปแนวทางในการเขียนเงื่อนไขการชำระเงินให้เข้าใจง่ายและเป็นระบบ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการตีความและข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญา
สิ่งแรกที่ควรระบุคือ จำนวนเงินที่คู่สัญญาต้องชำระ
ตัวอย่างเช่น
“ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 100,000 บาท”
หากมีภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่น ควรระบุเพิ่มเติมให้ชัดว่า จำนวนเงินดังกล่าวรวมค่าใช้จ่ายเหล่านั้นแล้วหรือไม่ และฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดชอบ
การระบุจำนวนเงินอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยลดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับยอดเงินที่ต้องชำระในภายหลัง
ไม่ควรใช้ข้อความที่มีความหมายกว้างหรืออาจตีความได้หลายแบบ เช่น
ควรระบุวันหรือระยะเวลาให้ชัดเจน เช่น
“ผู้ซื้อจะชำระเงินภายในวันที่ 30 กันยายน 2569”
หรือ
“ผู้ว่าจ้างจะชำระเงินภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้”
การกำหนดวันครบกำหนดชำระให้ชัดเจนมีความสำคัญต่อการพิจารณาเรื่องการผิดนัด โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 มีหลักเกี่ยวกับกรณีที่หนี้ถึงกำหนดชำระและกรณีที่กำหนดเวลาชำระไว้ตามวันแห่งปฏิทิน
นอกจากจำนวนเงินและวันครบกำหนดแล้ว ควรระบุด้วยว่า จะชำระเงินอย่างไร
ตัวอย่างเช่น
หากเป็นการโอนเงิน อาจระบุรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ชื่อบัญชี ธนาคาร และกำหนดว่าเมื่อใดจึงถือว่าการชำระเงินเสร็จสมบูรณ์
ตัวอย่างข้อความ
“การชำระเงินให้กระทำโดยการโอนเงินเข้าบัญชีที่ผู้รับจ้างกำหนด และให้ถือว่าการชำระเงินเสร็จสมบูรณ์เมื่อเงินเข้าบัญชีของผู้รับจ้าง”
สำหรับสัญญาจ้างหรือโครงการที่มีมูลค่าสูง อาจตกลงแบ่งชำระเป็นงวดได้
ตัวอย่างเช่น
| งวด | จำนวนเงิน | กำหนดชำระ |
|---|---|---|
| งวดที่ 1 | 30% | เมื่อเซ็นสัญญา |
| งวดที่ 2 | 30% | เมื่อส่งมอบงานตามที่กำหนด |
| งวดที่ 3 | 40% | เมื่อส่งมอบงานครบถ้วน |
ควรระบุให้ครบว่า แต่ละงวดต้องชำระเท่าไร และเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดจึงถึงกำหนดชำระ
สำหรับกรณีหนี้เงินที่ผ่อนชำระเป็นงวด มาตรา 224/1 มีหลักเฉพาะเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด โดยระบุหลักว่าหากผิดนัดในงวดใด การคิดดอกเบี้ยผิดนัดจะพิจารณาจากต้นเงินของงวดที่ผิดนัดนั้น และข้อตกลงที่ขัดกับหลักดังกล่าวอาจเป็นโมฆะ
อีกเรื่องสำคัญคือ ควรระบุว่า หากคู่สัญญาไม่ชำระเงินภายในกำหนด จะเกิดผลอย่างไร
ตัวอย่างประเด็นที่อาจต้องพิจารณา ได้แก่
สำหรับหนี้เงิน มาตรา 224 กำหนดหลักเกี่ยวกับดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด และมีข้อห้ามเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด
อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าปรับ ดอกเบี้ย หรือผลของการผิดนัดในสัญญา ควรพิจารณาตามประเภทของสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี
ก่อนลงนามในสัญญา ลองตรวจสอบว่าเงื่อนไขการชำระเงินมีรายละเอียดครบหรือไม่
ตัวอย่างโครงสร้างข้อความสามารถเขียนได้ดังนี้
ข้อ … การชำระเงิน
ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ______ บาท โดยแบ่งชำระเป็นจำนวน ______ งวด ดังต่อไปนี้
งวดที่ 1 จำนวน ______ บาท ชำระภายในวันที่ ______
งวดที่ 2 จำนวน ______ บาท ชำระภายในวันที่ ______
งวดสุดท้าย จำนวน ______ บาท ชำระภายในวันที่ ______
การชำระเงินให้กระทำผ่านช่องทาง ______ และให้ถือว่าการชำระเงินเสร็จสมบูรณ์เมื่อ ______
ตัวอย่างนี้เป็นเพียงโครงสร้างเบื้องต้น ควรปรับรายละเอียดให้เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจและข้อตกลงของคู่สัญญา
ก่อนเซ็นสัญญา ลองถามว่าเงื่อนไขการชำระเงินตอบคำถามเหล่านี้ครบหรือไม่
ใครต้องจ่าย → จ่ายเท่าไร → จ่ายเมื่อไร → จ่ายอย่างไร → หากไม่จ่ายจะเกิดอะไรขึ้น
ยิ่งเขียนรายละเอียดได้ชัดเจนมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดโอกาสเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันและข้อพิพาทในอนาคต
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี สัญญาบางประเภทอาจอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะหรือมีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง