การเก็บข้อมูลพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครงาน การทำสัญญาจ้าง การจ่ายเงินเดือน การประเมินผลการทำงาน ไปจนถึงการจัดการข้อมูลภายหลังสิ้นสุดการจ้างงาน
ข้อมูลเหล่านี้อาจประกอบด้วยชื่อ–นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร ประวัติการทำงาน ข้อมูลเงินเดือน และข้อมูลสุขภาพบางประเภท
อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทเป็นนายจ้างไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานได้โดยไม่มีข้อจำกัด
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล
ดังนั้น นายจ้างและฝ่าย HR จึงควรทำความเข้าใจว่า การเก็บข้อมูลพนักงานอย่างถูกกฎหมายต้องดำเนินการอย่างไร ต้องขอความยินยอมหรือไม่ และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง
ข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA หมายถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ
ข้อมูลพนักงานที่อาจเข้าข่ายข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่
ชื่อและนามสกุล
เลขประจำตัวประชาชน
วันเดือนปีเกิด
ที่อยู่และข้อมูลติดต่อ
ประวัติการศึกษา
ประวัติการทำงาน
ข้อมูลบัญชีธนาคาร
ข้อมูลเงินเดือนและค่าตอบแทน
ข้อมูลการประเมินผลการทำงาน
ข้อมูลการลาและการปฏิบัติงาน
ภาพถ่ายหรือภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถระบุตัวบุคคลได้
ข้อมูลเหล่านี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ PDPA เมื่อมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย
บริษัทจึงควรกำหนดแนวทางจัดการข้อมูลพนักงานอย่างเหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจ้างงาน
ตามมาตรา 22 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจำกัดเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
หลักการดังกล่าวหมายความว่า นายจ้างไม่ควรเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกินกว่าความจำเป็นสำหรับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
ตัวอย่างเช่น
บริษัทอาจจำเป็นต้องเก็บข้อมูลระบุตัวตนและข้อมูลบัญชีธนาคารของพนักงาน เพื่อดำเนินการจ่ายค่าจ้างตามสัญญาจ้าง
บริษัทอาจจำเป็นต้องเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณภาษี การนำส่งเงินสมทบ และการปฏิบัติตามหน้าที่ทางกฎหมาย
บริษัทอาจจำเป็นต้องเก็บประวัติการทำงาน ข้อมูลการปฏิบัติงาน การประเมินผล และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคลากร
อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าว ต้องพิจารณาว่ามีความจำเป็นและฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่
การเก็บข้อมูลไว้โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน หรือเก็บไว้เพียงเพราะอาจนำมาใช้ในอนาคต อาจไม่สอดคล้องกับหลักการเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น
ตามมาตรา 23 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เจ้าของข้อมูลทราบก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย
สำหรับการบริหารงานบุคคล บริษัทควรจัดทำเอกสารที่เรียกว่า Employee Privacy Notice หรือประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับพนักงาน
โดยควรมีรายละเอียดสำคัญ ได้แก่
วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม
ฐานทางกฎหมายที่ใช้ในการประมวลผล
ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูล
ประเภทบุคคลหรือหน่วยงานที่อาจได้รับข้อมูล
ข้อมูลติดต่อของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
สิทธิของพนักงานในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ให้ข้อมูลที่จำเป็นตามกฎหมายหรือสัญญา
การแจ้งรายละเอียดอย่างชัดเจนช่วยให้พนักงานทราบว่าข้อมูลของตนจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด และสามารถติดต่อองค์กรเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของตนได้อย่างไร
PDPA กำหนดฐานทางกฎหมายหลายประเภทที่อาจนำมาใช้กับการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลพนักงานได้
โดยเฉพาะฐานตามมาตรา 24 เช่น
4.1 การปฏิบัติตามสัญญา
การเก็บและใช้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามสัญญาจ้าง เช่น ข้อมูลสำหรับจ่ายเงินเดือนหรือดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ตามสัญญา
4.2 การปฏิบัติตามกฎหมาย
การเก็บข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามหน้าที่ทางกฎหมาย เช่น การคำนวณภาษีหรือการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม
4.3 ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
การเก็บหรือใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายขององค์กรหรือบุคคลอื่น โดยต้องพิจารณาความจำเป็นและชั่งน้ำหนักกับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพนักงาน
4.4 ความยินยอม
ในกรณีที่ไม่มีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับ หรือเป็นกิจกรรมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอม บริษัทต้องดำเนินการขอความยินยอมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ความยินยอมต้องเป็นไปโดยอิสระ มีความชัดเจน และสามารถถอนความยินยอมได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งอาจมีความแตกต่างด้านอำนาจต่อรอง บริษัทควรระมัดระวังไม่ให้การขอความยินยอมมีลักษณะเป็นการบังคับหรือกดดันโดยไม่เหมาะสม
ดังนั้น การปฏิบัติตาม PDPA ไม่ได้หมายความว่าต้องให้พนักงานลงนามในแบบฟอร์มยินยอมสำหรับทุกกิจกรรม แต่ต้องพิจารณาฐานทางกฎหมายที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์แต่ละประเภท
ตามมาตรา 26 ข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภทได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ
ตัวอย่างเช่น
ข้อมูลสุขภาพ
ข้อมูลความพิการ
ประวัติอาชญากรรม
ข้อมูลศาสนา
ข้อมูลสมาชิกสหภาพแรงงาน
ข้อมูลชีวภาพที่ใช้ระบุตัวบุคคลโดยเฉพาะ
การเก็บข้อมูลอ่อนไหวโดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามกฎหมาย
การเก็บข้อมูลอ่อนไหวจึงต้องมีความระมัดระวังมากกว่าข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป
การเปิดเผยข้อมูลพนักงานให้บุคคลภายนอกสามารถดำเนินการได้เมื่อมีวัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายรองรับ รวมถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่น
การส่งข้อมูลให้ผู้ให้บริการจัดทำเงินเดือน
การส่งข้อมูลให้บริษัทประกันตามโครงการสวัสดิการ
การใช้ระบบ HR หรือ Cloud ของผู้ให้บริการภายนอก
การส่งข้อมูลให้หน่วยงานของรัฐตามหน้าที่ทางกฎหมาย
บริษัทควรตรวจสอบบทบาทของผู้รับข้อมูลว่าเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย หากใช้บริการผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลภายนอก ควรจัดให้มีข้อตกลงและมาตรการควบคุมการประมวลผลที่เหมาะสม ในกรณีที่มีการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ยังต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศตาม PDPA ด้วย
มาตรา 37 กำหนดหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
องค์กรควรดำเนินการอย่างน้อยในประเด็นต่อไปนี้
กำหนดให้เฉพาะบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลพนักงานได้
ใช้มาตรการที่เหมาะสมกับความเสี่ยง เช่น การกำหนดสิทธิผู้ใช้งาน การพิสูจน์ตัวตน การเข้ารหัสข้อมูลตามความเหมาะสม และการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ควบคุมการเปิดเผยข้อมูล
กำหนดขั้นตอนการส่งต่อข้อมูลให้บุคคลภายในและภายนอกองค์กร
กำหนดระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูล
ระบุระยะเวลาเก็บรักษาตามประเภทข้อมูล วัตถุประสงค์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
จัดให้มีขั้นตอนลบหรือทำลายข้อมูล
เมื่อข้อมูลหมดความจำเป็นและไม่มีเหตุทางกฎหมายให้เก็บต่อ บริษัทควรดำเนินการลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ องค์กรควรมีขั้นตอนรับมือเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และประเมินหน้าที่ในการแจ้งเหตุแก่หน่วยงานกำกับดูแลหรือเจ้าของข้อมูลตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
การสิ้นสุดสัญญาจ้างไม่ได้หมายความว่าบริษัทต้องลบข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานทั้งหมดทันที
บริษัทอาจยังมีเหตุทางกฎหมายให้เก็บข้อมูลบางประเภทต่อ เช่น
การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน
การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและบัญชี
การจัดการสิทธิประโยชน์ที่ยังค้างอยู่
การใช้สิทธิหรือป้องกันข้อเรียกร้องทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม บริษัทควรกำหนดระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลให้เหมาะสมกับแต่ละประเภท และตรวจสอบความจำเป็นในการเก็บข้อมูลต่อเป็นระยะ
การเก็บข้อมูลพนักงานทุกประเภทไว้โดยไม่มีกำหนด อาจไม่สอดคล้องกับหลักการของ PDPA
PDPA กำหนดสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้หลายประการ เช่น
สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล
พนักงานสามารถขอเข้าถึงหรือขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตนได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
สิทธิในการขอแก้ไขข้อมูล
พนักงานสามารถขอให้แก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
สิทธิในการขอลบข้อมูล
สามารถขอลบหรือทำลายข้อมูลได้เมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
สิทธิในการคัดค้านการประมวลผล
พนักงานอาจใช้สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม สิทธิเหล่านี้มีข้อจำกัดและข้อยกเว้น บริษัทจึงควรพิจารณาคำขอเป็นรายกรณี
ก่อนเก็บรวบรวมข้อมูลพนักงาน องค์กรควรตรวจสอบอย่างน้อย 10 ประเด็น ได้แก่
ข้อมูลที่ต้องการเก็บมีความจำเป็นหรือไม่
กำหนดวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลชัดเจนแล้วหรือไม่
มีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่
จัดทำและแจ้ง Employee Privacy Notice แล้วหรือไม่
ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่
หากต้องขอความยินยอม ได้ดำเนินการถูกต้องหรือไม่
กำหนดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลแล้วหรือไม่
มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมหรือไม่
กำหนดระยะเวลาเก็บรักษาและวิธีลบข้อมูลแล้วหรือไม่
มีขั้นตอนรองรับการใช้สิทธิของพนักงานและเหตุละเมิดข้อมูลหรือไม่
การตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลพนักงานได้อย่างเป็นระบบ และลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย
การเก็บข้อมูลพนักงานเป็นกิจกรรมที่จำเป็นต่อการบริหารงานบุคคล แต่ต้องดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ของ PDPA
นายจ้างและฝ่าย HR ควรให้ความสำคัญกับหลักการสำคัญ ได้แก่
1. เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น
2. แจ้งวัตถุประสงค์ให้พนักงานทราบ
3. มีฐานทางกฎหมายรองรับ
4. คุ้มครองข้อมูลอ่อนไหวเป็นพิเศษ
5. จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัย
6. กำหนดระยะเวลาเก็บรักษาและการลบข้อมูล
7. เคารพสิทธิของพนักงานในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
สิ่งสำคัญคือ การปฏิบัติตาม PDPA ไม่ใช่เพียงการให้พนักงานลงนามในเอกสารยินยอม แต่เป็นการจัดการข้อมูลอย่างถูกต้องตลอดวงจรชีวิตของข้อมูล
ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การใช้ การเปิดเผย การเก็บรักษา ไปจนถึงการลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อหมดความจำเป็น
องค์กรที่มีระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม ย่อมช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคลากรได้ในระยะยาว
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง