การเก็บข้อมูลพนักงานอย่างถูกกฎหมายตาม PDPA นายจ้างและ HR ต้องรู้อะไรบ้าง?

การเก็บข้อมูลพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครงาน การทำสัญญาจ้าง การจ่ายเงินเดือน การประเมินผลการทำงาน ไปจนถึงการจัดการข้อมูลภายหลังสิ้นสุดการจ้างงาน

ข้อมูลเหล่านี้อาจประกอบด้วยชื่อ–นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร ประวัติการทำงาน ข้อมูลเงินเดือน และข้อมูลสุขภาพบางประเภท

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทเป็นนายจ้างไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานได้โดยไม่มีข้อจำกัด

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล

ดังนั้น นายจ้างและฝ่าย HR จึงควรทำความเข้าใจว่า การเก็บข้อมูลพนักงานอย่างถูกกฎหมายต้องดำเนินการอย่างไร ต้องขอความยินยอมหรือไม่ และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง

1. ข้อมูลพนักงานประเภทใดถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล?

ข้อมูลส่วนบุคคลตาม PDPA หมายถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ

ข้อมูลพนักงานที่อาจเข้าข่ายข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่

    • ชื่อและนามสกุล

    • เลขประจำตัวประชาชน

    • วันเดือนปีเกิด

    • ที่อยู่และข้อมูลติดต่อ

    • ประวัติการศึกษา

    • ประวัติการทำงาน

    • ข้อมูลบัญชีธนาคาร

    • ข้อมูลเงินเดือนและค่าตอบแทน

    • ข้อมูลการประเมินผลการทำงาน

    • ข้อมูลการลาและการปฏิบัติงาน

    • ภาพถ่ายหรือภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ข้อมูลเหล่านี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ PDPA เมื่อมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย

บริษัทจึงควรกำหนดแนวทางจัดการข้อมูลพนักงานอย่างเหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจ้างงาน

2. นายจ้างสามารถเก็บข้อมูลพนักงานได้มากน้อยเพียงใด?

ตามมาตรา 22 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจำกัดเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย

หลักการดังกล่าวหมายความว่า นายจ้างไม่ควรเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกินกว่าความจำเป็นสำหรับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

ตัวอย่างเช่น

  • การจ่ายเงินเดือน

บริษัทอาจจำเป็นต้องเก็บข้อมูลระบุตัวตนและข้อมูลบัญชีธนาคารของพนักงาน เพื่อดำเนินการจ่ายค่าจ้างตามสัญญาจ้าง

  • การดำเนินการด้านภาษีและประกันสังคม

บริษัทอาจจำเป็นต้องเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณภาษี การนำส่งเงินสมทบ และการปฏิบัติตามหน้าที่ทางกฎหมาย

  • การบริหารงานบุคคล

บริษัทอาจจำเป็นต้องเก็บประวัติการทำงาน ข้อมูลการปฏิบัติงาน การประเมินผล และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคลากร

อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าว ต้องพิจารณาว่ามีความจำเป็นและฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่

การเก็บข้อมูลไว้โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน หรือเก็บไว้เพียงเพราะอาจนำมาใช้ในอนาคต อาจไม่สอดคล้องกับหลักการเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น

 

3. นายจ้างต้องแจ้งรายละเอียดอะไรให้พนักงานทราบ?

ตามมาตรา 23 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เจ้าของข้อมูลทราบก่อนหรือขณะเก็บข้อมูล เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

สำหรับการบริหารงานบุคคล บริษัทควรจัดทำเอกสารที่เรียกว่า Employee Privacy Notice หรือประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับพนักงาน

โดยควรมีรายละเอียดสำคัญ ได้แก่

    1. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

    2. ประเภทข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม

    3. ฐานทางกฎหมายที่ใช้ในการประมวลผล

    4. ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูล

    5. ประเภทบุคคลหรือหน่วยงานที่อาจได้รับข้อมูล

    6. ข้อมูลติดต่อของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

    7. สิทธิของพนักงานในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

    8. ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ให้ข้อมูลที่จำเป็นตามกฎหมายหรือสัญญา

การแจ้งรายละเอียดอย่างชัดเจนช่วยให้พนักงานทราบว่าข้อมูลของตนจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด และสามารถติดต่อองค์กรเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของตนได้อย่างไร

 

4. การเก็บข้อมูลพนักงานต้องขอความยินยอมทุกกรณีหรือไม่?

PDPA กำหนดฐานทางกฎหมายหลายประเภทที่อาจนำมาใช้กับการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลพนักงานได้

โดยเฉพาะฐานตามมาตรา 24 เช่น

4.1 การปฏิบัติตามสัญญา

การเก็บและใช้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามสัญญาจ้าง เช่น ข้อมูลสำหรับจ่ายเงินเดือนหรือดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ตามสัญญา

4.2 การปฏิบัติตามกฎหมาย

การเก็บข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามหน้าที่ทางกฎหมาย เช่น การคำนวณภาษีหรือการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม

4.3 ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย

การเก็บหรือใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายขององค์กรหรือบุคคลอื่น โดยต้องพิจารณาความจำเป็นและชั่งน้ำหนักกับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพนักงาน

4.4 ความยินยอม

ในกรณีที่ไม่มีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับ หรือเป็นกิจกรรมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอม บริษัทต้องดำเนินการขอความยินยอมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ความยินยอมต้องเป็นไปโดยอิสระ มีความชัดเจน และสามารถถอนความยินยอมได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งอาจมีความแตกต่างด้านอำนาจต่อรอง บริษัทควรระมัดระวังไม่ให้การขอความยินยอมมีลักษณะเป็นการบังคับหรือกดดันโดยไม่เหมาะสม

ดังนั้น การปฏิบัติตาม PDPA ไม่ได้หมายความว่าต้องให้พนักงานลงนามในแบบฟอร์มยินยอมสำหรับทุกกิจกรรม แต่ต้องพิจารณาฐานทางกฎหมายที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์แต่ละประเภท

 

5. ข้อมูลอ่อนไหวของพนักงานมีข้อจำกัดอย่างไร?

ตามมาตรา 26 ข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภทได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ

ตัวอย่างเช่น

    • ข้อมูลสุขภาพ

    • ข้อมูลความพิการ

    • ประวัติอาชญากรรม

    • ข้อมูลศาสนา

    • ข้อมูลสมาชิกสหภาพแรงงาน

    • ข้อมูลชีวภาพที่ใช้ระบุตัวบุคคลโดยเฉพาะ

การเก็บข้อมูลอ่อนไหวโดยหลักต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามกฎหมาย

 

ตัวอย่างกรณีที่องค์กรควรระมัดระวัง ได้แก่

    • การเก็บใบรับรองแพทย์ บริษัทควรตรวจสอบความจำเป็น วัตถุประสงค์ และฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลสุขภาพของพนักงาน
    • การใช้ระบบสแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือ หากเป็นการประมวลผลข้อมูลชีวภาพเพื่อระบุตัวบุคคลโดยเฉพาะ บริษัทต้องพิจารณาข้อกำหนดตามมาตรา 26 รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม
    • การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม บริษัทควรตรวจสอบความจำเป็นของการตรวจสอบประวัติสำหรับตำแหน่งงานนั้น รวมถึงฐานทางกฎหมายและข้อกำหนดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลประวัติอาชญากรรม

การเก็บข้อมูลอ่อนไหวจึงต้องมีความระมัดระวังมากกว่าข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป

6. บริษัทสามารถเปิดเผยข้อมูลพนักงานให้บุคคลภายนอกได้หรือไม่?

การเปิดเผยข้อมูลพนักงานให้บุคคลภายนอกสามารถดำเนินการได้เมื่อมีวัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายรองรับ รวมถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเช่น

    • การส่งข้อมูลให้ผู้ให้บริการจัดทำเงินเดือน

    • การส่งข้อมูลให้บริษัทประกันตามโครงการสวัสดิการ

    • การใช้ระบบ HR หรือ Cloud ของผู้ให้บริการภายนอก

    • การส่งข้อมูลให้หน่วยงานของรัฐตามหน้าที่ทางกฎหมาย

บริษัทควรตรวจสอบบทบาทของผู้รับข้อมูลว่าเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย หากใช้บริการผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลภายนอก ควรจัดให้มีข้อตกลงและมาตรการควบคุมการประมวลผลที่เหมาะสม ในกรณีที่มีการส่งข้อมูลไปต่างประเทศ ยังต้องพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศตาม PDPA ด้วย

 

7. นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างไร?

มาตรา 37 กำหนดหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล

องค์กรควรดำเนินการอย่างน้อยในประเด็นต่อไปนี้

  • จำกัดการเข้าถึงข้อมูล

กำหนดให้เฉพาะบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลพนักงานได้

  • จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัย

ใช้มาตรการที่เหมาะสมกับความเสี่ยง เช่น การกำหนดสิทธิผู้ใช้งาน การพิสูจน์ตัวตน การเข้ารหัสข้อมูลตามความเหมาะสม และการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

  • ควบคุมการเปิดเผยข้อมูล

กำหนดขั้นตอนการส่งต่อข้อมูลให้บุคคลภายในและภายนอกองค์กร

  • กำหนดระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูล

ระบุระยะเวลาเก็บรักษาตามประเภทข้อมูล วัตถุประสงค์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • จัดให้มีขั้นตอนลบหรือทำลายข้อมูล

เมื่อข้อมูลหมดความจำเป็นและไม่มีเหตุทางกฎหมายให้เก็บต่อ บริษัทควรดำเนินการลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ องค์กรควรมีขั้นตอนรับมือเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และประเมินหน้าที่ในการแจ้งเหตุแก่หน่วยงานกำกับดูแลหรือเจ้าของข้อมูลตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

 

8. พนักงานลาออกแล้ว นายจ้างยังสามารถเก็บข้อมูลต่อได้หรือไม่?

การสิ้นสุดสัญญาจ้างไม่ได้หมายความว่าบริษัทต้องลบข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานทั้งหมดทันที

บริษัทอาจยังมีเหตุทางกฎหมายให้เก็บข้อมูลบางประเภทต่อ เช่น

    • การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน

    • การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและบัญชี

    • การจัดการสิทธิประโยชน์ที่ยังค้างอยู่

    • การใช้สิทธิหรือป้องกันข้อเรียกร้องทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม บริษัทควรกำหนดระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลให้เหมาะสมกับแต่ละประเภท และตรวจสอบความจำเป็นในการเก็บข้อมูลต่อเป็นระยะ

การเก็บข้อมูลพนักงานทุกประเภทไว้โดยไม่มีกำหนด อาจไม่สอดคล้องกับหลักการของ PDPA

 

9. พนักงานมีสิทธิอะไรเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของตน?

PDPA กำหนดสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้หลายประการ เช่น

  • สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล
    พนักงานสามารถขอเข้าถึงหรือขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตนได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

  • สิทธิในการขอแก้ไขข้อมูล
    พนักงานสามารถขอให้แก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

  • สิทธิในการขอลบข้อมูล
    สามารถขอลบหรือทำลายข้อมูลได้เมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

  • สิทธิในการคัดค้านการประมวลผล
    พนักงานอาจใช้สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด

  • สิทธิในการถอนความยินยอม
    หากกิจกรรมใดอาศัยความยินยอม พนักงานสามารถถอนความยินยอมได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม สิทธิเหล่านี้มีข้อจำกัดและข้อยกเว้น บริษัทจึงควรพิจารณาคำขอเป็นรายกรณี

 

10. Checklist สำหรับ HR ก่อนเก็บข้อมูลพนักงาน

ก่อนเก็บรวบรวมข้อมูลพนักงาน องค์กรควรตรวจสอบอย่างน้อย 10 ประเด็น ได้แก่

    1. ข้อมูลที่ต้องการเก็บมีความจำเป็นหรือไม่

    2. กำหนดวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลชัดเจนแล้วหรือไม่

    3. มีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่

    4. จัดทำและแจ้ง Employee Privacy Notice แล้วหรือไม่

    5. ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลอ่อนไหวหรือไม่

    6. หากต้องขอความยินยอม ได้ดำเนินการถูกต้องหรือไม่

    7. กำหนดผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลแล้วหรือไม่

    8. มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมหรือไม่

    9. กำหนดระยะเวลาเก็บรักษาและวิธีลบข้อมูลแล้วหรือไม่

    10. มีขั้นตอนรองรับการใช้สิทธิของพนักงานและเหตุละเมิดข้อมูลหรือไม่

การตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลพนักงานได้อย่างเป็นระบบ และลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย


💡 สรุป การเก็บข้อมูลพนักงานอย่างถูกต้องตาม PDPA

การเก็บข้อมูลพนักงานเป็นกิจกรรมที่จำเป็นต่อการบริหารงานบุคคล แต่ต้องดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ของ PDPA

นายจ้างและฝ่าย HR ควรให้ความสำคัญกับหลักการสำคัญ ได้แก่

1. เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น

2. แจ้งวัตถุประสงค์ให้พนักงานทราบ

3. มีฐานทางกฎหมายรองรับ

4. คุ้มครองข้อมูลอ่อนไหวเป็นพิเศษ

5. จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัย

6. กำหนดระยะเวลาเก็บรักษาและการลบข้อมูล

7. เคารพสิทธิของพนักงานในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

สิ่งสำคัญคือ การปฏิบัติตาม PDPA ไม่ใช่เพียงการให้พนักงานลงนามในเอกสารยินยอม แต่เป็นการจัดการข้อมูลอย่างถูกต้องตลอดวงจรชีวิตของข้อมูล

ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การใช้ การเปิดเผย การเก็บรักษา ไปจนถึงการลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อหมดความจำเป็น

องค์กรที่มีระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม ย่อมช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคลากรได้ในระยะยาว

ปรึกษาปัญหาทางกฎหมายติดต่อเราได้ที่
📞 โทร : 062-652-4259 (ทนาย ดร.นิ้ง)
📱 LINE ID : @disavorabuthlaw
📩 สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้จาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง

©2026 Dr.Disavorabuth Law Office. All Rights Reserved.
การเก็บข้อมูลพนักงานอย่างถูกกฎหมายตาม PDPA นายจ้างและ HR ต้องรู้อะไรบ้าง?