สัญญาจ้างบริการต่างจากสัญญาจ้างทำของอย่างไร? พร้อมตัวอย่างและข้อควรรู้

สัญญาจ้างบริการ และ สัญญาจ้างทำของ เป็นเรื่องที่หลายธุรกิจและผู้ประกอบการมักสับสน เพราะการจ้างงานหลายประเภทสามารถเรียกในชีวิตประจำวันว่า “จ้างบริการ” ได้ แต่ในทางกฎหมาย การพิจารณาว่าเป็นสัญญาประเภทใดต้องดูจาก ลักษณะของการจ้าง เนื้อหาของสัญญา หน้าที่ของคู่สัญญา และผลสำเร็จของงาน เป็นสำคัญ

โดยเฉพาะ “สัญญาจ้างทำของ” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 วางหลักว่าผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งงานนั้น

บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่าง สัญญาจ้างบริการกับสัญญาจ้างทำของ พร้อมตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และประเด็นที่ควรระบุในสัญญาก่อนลงนาม

 

สัญญาจ้างบริการ คืออะไร?

คำว่า “สัญญาจ้างบริการ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปสำหรับการว่าจ้างบุคคลหรือบริษัทให้เข้ามาดำเนินงานหรือให้บริการตามขอบเขตที่ตกลงกัน เช่น

    • จ้างทำความสะอาด
    • จ้างรักษาความปลอดภัย
    • จ้างที่ปรึกษา
    • จ้างบริษัทดูแลระบบ
    • จ้างบริษัททำการตลาด
    • จ้างผู้เชี่ยวชาญให้บริการเฉพาะด้าน

อย่างไรก็ตาม การเรียกชื่อว่า “สัญญาจ้างบริการ” ไม่ได้หมายความว่าสัญญานั้นจะมีสถานะทางกฎหมายเป็นประเภทใดประเภทหนึ่งโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาเนื้อหาของการจ้างและเจตนาของคู่สัญญาประกอบกัน

งานบริการบางประเภทอาจมีลักษณะเป็น สัญญาจ้างทำของ หากสาระสำคัญของการจ้างมุ่งไปที่ผลสำเร็จของงาน

 

สัญญาจ้างทำของ คืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 สัญญาจ้างทำของมีสาระสำคัญอยู่ที่ผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนสำเร็จ ให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานนั้น

ดังนั้น จุดสำคัญของสัญญาจ้างทำของคือ “ผลสำเร็จของงาน”

ตัวอย่างเช่น

    • รับเหมาก่อสร้างบ้าน
    • ผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามแบบ
    • ผลิตสินค้าตาม Specification
    • พัฒนาเว็บไซต์ตาม Requirement
    • ออกแบบและส่งมอบงาน
    • งานติดตั้งระบบ
    • งานตกแต่งภายใน

ในกรณีเหล่านี้ ผู้ว่าจ้างไม่ได้ต้องการเพียงให้ผู้รับจ้าง “มาทำงาน” แต่ต้องการ ผลงานที่สำเร็จและเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน

สัญญาจ้างบริการต่างจากสัญญาจ้างทำของอย่างไร?

หัวใจสำคัญในการแยกความแตกต่างคือการพิจารณาว่า คู่สัญญามุ่งหมายสิ่งใดเป็นสำคัญ

1. สิ่งที่ต้องการจากการจ้าง

จ้างบริการ มักมุ่งให้มีการดำเนินการหรือให้บริการตามขอบเขตที่ตกลง เช่น ให้บริการรักษาความปลอดภัย ทำความสะอาด หรือให้คำปรึกษา

จ้างทำของ มุ่งไปที่ผลสำเร็จของงาน เช่น บ้านที่สร้างเสร็จ เว็บไซต์ที่พัฒนาเสร็จ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตตามแบบ

มาตรา 587 ระบุโดยตรงถึงการทำการงาน “จนสำเร็จ” และสินจ้างที่ให้เพื่อผลสำเร็จแห่งการงานนั้น

2. ผลงานที่ต้องส่งมอบ

จ้างบริการอาจไม่ได้มี “ชิ้นงาน” ที่ต้องส่งมอบเป็นรูปธรรมเสมอไป ขณะที่จ้างทำของมักสามารถระบุผลงานหรือผลสำเร็จที่ต้องส่งมอบได้ชัดเจน เช่น

“ผู้รับจ้างต้องจัดทำเว็บไซต์ให้แล้วเสร็จ พร้อมระบบสมาชิก ระบบชำระเงิน และระบบจัดการหลังบ้านตามรายละเอียดในเอกสารแนบท้าย”

กรณีลักษณะนี้สามารถเห็นได้ชัดว่าผู้ว่าจ้างต้องการ ผลสำเร็จของงาน

3. วิธีประเมินว่างานสำเร็จหรือไม่

สำหรับงานที่มุ่งผลสำเร็จ ควรกำหนดเกณฑ์การตรวจรับไว้อย่างชัดเจน เช่น

    • งานต้องมีคุณสมบัติอะไร
    • ต้องส่งมอบไฟล์อะไร
    • ต้องผ่านมาตรฐานใด
    • ต้องแก้ไขงานได้กี่ครั้ง
    • กำหนดส่งงานเมื่อใด

รายละเอียดเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการพิจารณาว่างานเป็นไปตามสัญญาหรือไม่

 

ตัวอย่างสัญญาจ้างบริการและสัญญาจ้างทำของ

ตัวอย่างที่ 1: จ้างทำความสะอาดสำนักงาน

บริษัท A ทำสัญญากับบริษัท B ให้เข้ามาทำความสะอาดสำนักงานสัปดาห์ละ 5 วัน เป็นระยะเวลา 1 ปี

สัญญากำหนดหน้าที่ เช่น

    • ทำความสะอาดพื้นที่สำนักงาน
    • ดูแลห้องน้ำ
    • เก็บขยะ
    • จัดเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาด

กรณีนี้มีลักษณะเป็นการให้บริการอย่างต่อเนื่อง แต่การจัดประเภททางกฎหมายต้องพิจารณาข้อกำหนดในสัญญาและข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ควรสรุปจากชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างที่ 2: จ้างสร้างเว็บไซต์

บริษัท A ว่าจ้างบริษัท B ให้สร้างเว็บไซต์

กำหนดว่าเว็บไซต์ต้องมี

    • หน้าแรก
    • ระบบสมาชิก
    • ระบบชำระเงิน
    • ระบบหลังบ้าน
    • Responsive Design
    • เชื่อมต่อ API
    • ส่งมอบ Source Code

และต้องส่งมอบภายใน 90 วัน

กรณีนี้มีลักษณะมุ่งที่ ผลสำเร็จของงานและการส่งมอบผลงาน จึงมีลักษณะของสัญญาจ้างทำของ

ตารางเปรียบเทียบสัญญาจ้างบริการกับสัญญาจ้างทำของ

ประเด็นจ้างบริการจ้างทำของ
สิ่งที่มุ่งหมายการให้บริการ/การดำเนินงานผลสำเร็จของงาน
ลักษณะงานอาจเป็นงานต่อเนื่องมักมีผลงานที่ต้องส่งมอบ
ตัวอย่างทำความสะอาด ดูแลระบบ ที่ปรึกษาสร้างบ้าน ผลิตสินค้า ทำเว็บไซต์
การตรวจรับขึ้นอยู่กับลักษณะบริการมักกำหนดเกณฑ์ตรวจรับผลงาน
สิ่งสำคัญในสัญญาขอบเขตและมาตรฐานบริการผลงาน Specification และกำหนดส่งมอบ

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบในเชิงทั่วไป ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวในการวินิจฉัยทางกฎหมาย เพราะงานแต่ละประเภทต้องพิจารณาเนื้อหาของสัญญาและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

 

ก่อนทำสัญญาจ้างควรระบุอะไรบ้าง?

ไม่ว่าจะใช้ชื่อว่า “สัญญาจ้างบริการ” หรือ “สัญญาจ้างทำของ” สิ่งสำคัญคือควรเขียนรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น

1. ขอบเขตงาน ระบุว่าผู้รับจ้างต้องทำอะไรบ้าง และอะไรไม่อยู่ในขอบเขตงาน

2. ผลงานหรือ Deliverables หากเป็นงานที่มุ่งผลสำเร็จ ควรระบุให้ชัดว่าต้องส่งมอบอะไร

3. ระยะเวลาการทำงาน กำหนดวันเริ่มต้น วันสิ้นสุด และกำหนดส่งมอบงานแต่ละงวด

4. ค่าจ้างและการชำระเงิน ระบุจำนวนเงิน วิธีชำระ และเงื่อนไขการจ่ายแต่ละงวด

5. เกณฑ์ตรวจรับงาน กำหนดว่าผลงานต้องมีคุณสมบัติอย่างไรจึงจะถือว่าผ่านการตรวจรับ

6. การแก้ไขงาน ระบุจำนวนครั้งหรือขอบเขตการแก้ไข รวมถึงกรณีที่งานไม่เป็นไปตาม Specification

7. การผิดสัญญา กำหนดความรับผิดเมื่อฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญา รวมถึงเงื่อนไขการเลิกสัญญา

8. ทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับงานออกแบบ เว็บไซต์ ซอฟต์แวร์ ภาพถ่าย หรือคอนเทนต์ ควรระบุเรื่องสิทธิในผลงานให้ชัดเจน


💡 สรุปสัญญาจ้างบริการกับสัญญาจ้างทำของต่างกันอย่างไร

จ้างบริการ → ให้ความสำคัญกับการให้บริการหรือการดำเนินงานตามขอบเขตที่ตกลง

จ้างทำของ → ให้ความสำคัญกับ ผลสำเร็จของงาน และการส่งมอบผลงาน โดยมาตรา 587 เป็นบทสำคัญในการกำหนดลักษณะของสัญญาจ้างทำของ

แต่ไม่ควรตัดสินจาก “ชื่อสัญญา” เพียงอย่างเดียว เพราะงานที่เรียกว่า “บริการ” อาจมีลักษณะเป็นจ้างทำของได้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของสัญญาและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ดังนั้น หากต้องทำสัญญาจ้าง ควรระบุ ขอบเขตงาน ผลงานที่ต้องส่งมอบ กำหนดเวลา ค่าจ้าง เกณฑ์ตรวจรับ และความรับผิดกรณีผิดสัญญา ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ปรึกษาปัญหาทางกฎหมายติดต่อเราได้ที่
📞 โทร : 062-652-4259 (ทนาย ดร.นิ้ง)
📱 LINE ID : @disavorabuthlaw
📩 สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้จาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

เกี่ยวกับเรา

ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา

ที่อยู่

247/68 หมู่บ้านสัมมากร ซอย25/8 รามคำแหง112 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

เบอร์โทรศัพท์

062-652-4259

E-mail

disavorabuth@gmail.com

สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง

©2026 Dr.Disavorabuth Law Office. All Rights Reserved.
สัญญาจ้างบริการต่างจากสัญญาจ้างทำของอย่างไร?