สัญญาจ้างบริการ และ สัญญาจ้างทำของ เป็นเรื่องที่หลายธุรกิจและผู้ประกอบการมักสับสน เพราะการจ้างงานหลายประเภทสามารถเรียกในชีวิตประจำวันว่า “จ้างบริการ” ได้ แต่ในทางกฎหมาย การพิจารณาว่าเป็นสัญญาประเภทใดต้องดูจาก ลักษณะของการจ้าง เนื้อหาของสัญญา หน้าที่ของคู่สัญญา และผลสำเร็จของงาน เป็นสำคัญ
โดยเฉพาะ “สัญญาจ้างทำของ” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 วางหลักว่าผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งงานนั้น
บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่าง สัญญาจ้างบริการกับสัญญาจ้างทำของ พร้อมตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และประเด็นที่ควรระบุในสัญญาก่อนลงนาม
คำว่า “สัญญาจ้างบริการ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปสำหรับการว่าจ้างบุคคลหรือบริษัทให้เข้ามาดำเนินงานหรือให้บริการตามขอบเขตที่ตกลงกัน เช่น
อย่างไรก็ตาม การเรียกชื่อว่า “สัญญาจ้างบริการ” ไม่ได้หมายความว่าสัญญานั้นจะมีสถานะทางกฎหมายเป็นประเภทใดประเภทหนึ่งโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาเนื้อหาของการจ้างและเจตนาของคู่สัญญาประกอบกัน
งานบริการบางประเภทอาจมีลักษณะเป็น สัญญาจ้างทำของ หากสาระสำคัญของการจ้างมุ่งไปที่ผลสำเร็จของงาน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 สัญญาจ้างทำของมีสาระสำคัญอยู่ที่ผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนสำเร็จ ให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างเพื่อผลสำเร็จของงานนั้น
ดังนั้น จุดสำคัญของสัญญาจ้างทำของคือ “ผลสำเร็จของงาน”
ตัวอย่างเช่น
ในกรณีเหล่านี้ ผู้ว่าจ้างไม่ได้ต้องการเพียงให้ผู้รับจ้าง “มาทำงาน” แต่ต้องการ ผลงานที่สำเร็จและเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน
หัวใจสำคัญในการแยกความแตกต่างคือการพิจารณาว่า คู่สัญญามุ่งหมายสิ่งใดเป็นสำคัญ
1. สิ่งที่ต้องการจากการจ้าง
จ้างบริการ มักมุ่งให้มีการดำเนินการหรือให้บริการตามขอบเขตที่ตกลง เช่น ให้บริการรักษาความปลอดภัย ทำความสะอาด หรือให้คำปรึกษา
จ้างทำของ มุ่งไปที่ผลสำเร็จของงาน เช่น บ้านที่สร้างเสร็จ เว็บไซต์ที่พัฒนาเสร็จ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตตามแบบ
มาตรา 587 ระบุโดยตรงถึงการทำการงาน “จนสำเร็จ” และสินจ้างที่ให้เพื่อผลสำเร็จแห่งการงานนั้น
2. ผลงานที่ต้องส่งมอบจ้างบริการอาจไม่ได้มี “ชิ้นงาน” ที่ต้องส่งมอบเป็นรูปธรรมเสมอไป ขณะที่จ้างทำของมักสามารถระบุผลงานหรือผลสำเร็จที่ต้องส่งมอบได้ชัดเจน เช่น
“ผู้รับจ้างต้องจัดทำเว็บไซต์ให้แล้วเสร็จ พร้อมระบบสมาชิก ระบบชำระเงิน และระบบจัดการหลังบ้านตามรายละเอียดในเอกสารแนบท้าย”
กรณีลักษณะนี้สามารถเห็นได้ชัดว่าผู้ว่าจ้างต้องการ ผลสำเร็จของงาน
3. วิธีประเมินว่างานสำเร็จหรือไม่
สำหรับงานที่มุ่งผลสำเร็จ ควรกำหนดเกณฑ์การตรวจรับไว้อย่างชัดเจน เช่น
รายละเอียดเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการพิจารณาว่างานเป็นไปตามสัญญาหรือไม่
ตัวอย่างที่ 1: จ้างทำความสะอาดสำนักงาน
บริษัท A ทำสัญญากับบริษัท B ให้เข้ามาทำความสะอาดสำนักงานสัปดาห์ละ 5 วัน เป็นระยะเวลา 1 ปี
สัญญากำหนดหน้าที่ เช่น
กรณีนี้มีลักษณะเป็นการให้บริการอย่างต่อเนื่อง แต่การจัดประเภททางกฎหมายต้องพิจารณาข้อกำหนดในสัญญาและข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ควรสรุปจากชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างที่ 2: จ้างสร้างเว็บไซต์
บริษัท A ว่าจ้างบริษัท B ให้สร้างเว็บไซต์
กำหนดว่าเว็บไซต์ต้องมี
และต้องส่งมอบภายใน 90 วัน
กรณีนี้มีลักษณะมุ่งที่ ผลสำเร็จของงานและการส่งมอบผลงาน จึงมีลักษณะของสัญญาจ้างทำของ
| ประเด็น | จ้างบริการ | จ้างทำของ |
|---|---|---|
| สิ่งที่มุ่งหมาย | การให้บริการ/การดำเนินงาน | ผลสำเร็จของงาน |
| ลักษณะงาน | อาจเป็นงานต่อเนื่อง | มักมีผลงานที่ต้องส่งมอบ |
| ตัวอย่าง | ทำความสะอาด ดูแลระบบ ที่ปรึกษา | สร้างบ้าน ผลิตสินค้า ทำเว็บไซต์ |
| การตรวจรับ | ขึ้นอยู่กับลักษณะบริการ | มักกำหนดเกณฑ์ตรวจรับผลงาน |
| สิ่งสำคัญในสัญญา | ขอบเขตและมาตรฐานบริการ | ผลงาน Specification และกำหนดส่งมอบ |
หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบในเชิงทั่วไป ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวในการวินิจฉัยทางกฎหมาย เพราะงานแต่ละประเภทต้องพิจารณาเนื้อหาของสัญญาและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
ไม่ว่าจะใช้ชื่อว่า “สัญญาจ้างบริการ” หรือ “สัญญาจ้างทำของ” สิ่งสำคัญคือควรเขียนรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น
1. ขอบเขตงาน ระบุว่าผู้รับจ้างต้องทำอะไรบ้าง และอะไรไม่อยู่ในขอบเขตงาน
2. ผลงานหรือ Deliverables หากเป็นงานที่มุ่งผลสำเร็จ ควรระบุให้ชัดว่าต้องส่งมอบอะไร
3. ระยะเวลาการทำงาน กำหนดวันเริ่มต้น วันสิ้นสุด และกำหนดส่งมอบงานแต่ละงวด
4. ค่าจ้างและการชำระเงิน ระบุจำนวนเงิน วิธีชำระ และเงื่อนไขการจ่ายแต่ละงวด
5. เกณฑ์ตรวจรับงาน กำหนดว่าผลงานต้องมีคุณสมบัติอย่างไรจึงจะถือว่าผ่านการตรวจรับ
6. การแก้ไขงาน ระบุจำนวนครั้งหรือขอบเขตการแก้ไข รวมถึงกรณีที่งานไม่เป็นไปตาม Specification
7. การผิดสัญญา กำหนดความรับผิดเมื่อฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญา รวมถึงเงื่อนไขการเลิกสัญญา
8. ทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับงานออกแบบ เว็บไซต์ ซอฟต์แวร์ ภาพถ่าย หรือคอนเทนต์ ควรระบุเรื่องสิทธิในผลงานให้ชัดเจน
จ้างบริการ → ให้ความสำคัญกับการให้บริการหรือการดำเนินงานตามขอบเขตที่ตกลง
จ้างทำของ → ให้ความสำคัญกับ ผลสำเร็จของงาน และการส่งมอบผลงาน โดยมาตรา 587 เป็นบทสำคัญในการกำหนดลักษณะของสัญญาจ้างทำของ
แต่ไม่ควรตัดสินจาก “ชื่อสัญญา” เพียงอย่างเดียว เพราะงานที่เรียกว่า “บริการ” อาจมีลักษณะเป็นจ้างทำของได้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของสัญญาและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ดังนั้น หากต้องทำสัญญาจ้าง ควรระบุ ขอบเขตงาน ผลงานที่ต้องส่งมอบ กำหนดเวลา ค่าจ้าง เกณฑ์ตรวจรับ และความรับผิดกรณีผิดสัญญา ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง