ค่าปรับในสัญญา กำหนดได้แค่ไหน? เป็นคำถามที่สำคัญสำหรับทั้งผู้ประกอบธุรกิจและบุคคลทั่วไปที่กำลังทำสัญญา เพราะหลายคนเข้าใจว่า หากคู่สัญญาตกลงจำนวนค่าปรับและลงลายมือชื่อแล้ว จะต้องชำระตามจำนวนดังกล่าวเสมอ
แต่ตามกฎหมาย เบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาอาจถูกศาลลดลงได้ หากเห็นว่าสูงเกินส่วน
หลักสำคัญอยู่ที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งบัญญัติว่า หากเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ โดยในการพิจารณาต้องคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ในทางทรัพย์สินเท่านั้น
ในทางกฎหมาย คำว่า “ค่าปรับ” ที่คู่สัญญากำหนดไว้เพื่อให้ฝ่ายหนึ่งต้องชำระเงินเมื่อผิดสัญญา อาจเข้าลักษณะเป็น “เบี้ยปรับ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ดังนั้น เวลาวิเคราะห์ข้อกำหนดเรื่องค่าปรับ จึงไม่ควรดูเฉพาะชื่อที่คู่สัญญาใช้ แต่ต้องพิจารณาลักษณะและวัตถุประสงค์ของข้อกำหนดนั้นด้วย
แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีกรณีที่ถือว่าจำนวนเงินหรือค่าใช้จ่ายบางประเภทที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับความเสียหายจากการผิดสัญญา มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับและอยู่ภายใต้หลักการลดเบี้ยปรับตามมาตรา 383
โดยทั่วไป คู่สัญญาสามารถตกลงกำหนดเบี้ยปรับไว้ในสัญญาได้
ตัวอย่างเช่น
“หากผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า ผู้รับจ้างตกลงชำระเบี้ยปรับวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะส่งมอบงานแล้วเสร็จ”
การกำหนดเช่นนี้ทำให้คู่สัญญาทราบล่วงหน้าว่า หากเกิดการผิดสัญญา จะมีภาระทางการเงินตามที่ตกลงกัน
อย่างไรก็ตาม การกำหนดจำนวนไว้ในสัญญาไม่ได้หมายความว่าจำนวนดังกล่าวจะไม่สามารถถูกตรวจสอบหรือลดลงได้
มาตรา 383 กำหนดหลักว่า หาก เบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้
จึงไม่มีกฎทั่วไปว่า
“ค่าปรับต้องไม่เกิน X%”
แล้วสามารถใช้ได้กับทุกสัญญา
การพิจารณาว่าค่าปรับสูงเกินส่วนหรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงและลักษณะของสัญญาเป็นกรณี ๆ ไป
มาตรา 383 ระบุให้พิจารณาถึง ทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะความเสียหายทางทรัพย์สิน
ดังนั้น ประเด็นที่ควรพิจารณาอาจรวมถึง
1. ความเสียหายที่เกิดขึ้น การผิดสัญญาทำให้เจ้าหนี้เสียหายมากน้อยเพียงใด
2. ประโยชน์ที่เจ้าหนี้ได้รับ เจ้าหนี้ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติตามสัญญาไปแล้วมากน้อยเพียงใด
3. ลักษณะของการผิดสัญญา เป็นการผิดสัญญาในสาระสำคัญหรือเป็นเพียงการผิดเงื่อนไขบางประการ
4. ระยะเวลาของการผิดสัญญา กรณีคิดค่าปรับเป็นรายวันหรือรายเดือน ระยะเวลาที่ผิดสัญญาอาจมีผลต่อจำนวนเบี้ยปรับที่เกิดขึ้น
5. พฤติการณ์ของคู่สัญญา ศาลอาจพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดและการผิดสัญญา
ตัวอย่าง: ค่าปรับ 500,000 บาท จะได้เต็มจำนวนหรือไม่?
สมมติว่าในสัญญากำหนดว่า ส่งมอบงานล่าช้า ปรับวันละ 50,000 บาท
หากส่งงานล่าช้า 10 วัน
50,000 × 10 = 500,000 บาท
จำนวนตามสูตรสัญญาจึงเท่ากับ 500,000 บาท
แต่ไม่ได้หมายความว่าในทุกกรณีเจ้าหนี้จะได้รับ 500,000 บาทแน่นอน
หากมีข้อโต้แย้งว่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลสามารถพิจารณาตามมาตรา 383 ว่าควรลดลงเป็นจำนวนเท่าใด โดยต้องพิจารณาทางได้เสียของเจ้าหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายประกอบ
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักกฎหมาย ไม่ใช่เกณฑ์ว่าศาลจะลดเหลือจำนวนใด
ได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักว่า แม้คู่สัญญาจะสมัครใจตกลงกำหนดเบี้ยปรับไว้ และข้อสัญญานั้นไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย แต่หากเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลยังสามารถพิจารณาลดลงเป็นจำนวนพอสมควรตามมาตรา 383 ได้
ดังนั้น ข้อความในสัญญาว่า
“คู่สัญญาตกลงว่าจะไม่ขอให้ลดค่าปรับไม่ว่ากรณีใด”
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดอำนาจศาลตามมาตรา 383 ได้โดยอัตโนมัติ
ผู้ร่างสัญญาควรพิจารณาให้ชัดเจนว่า
การกำหนดรายละเอียดเหล่านี้ให้ชัดเจนช่วยลดปัญหาการตีความและข้อพิพาทในภายหลัง
คู่สัญญาสามารถกำหนดเบี้ยปรับในสัญญาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกได้เต็มจำนวนในทุกกรณี
หากเบี้ยปรับ สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจพิจารณาลดลงเป็นจำนวนพอสมควร โดยต้องพิจารณาทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างที่ชอบด้วยกฎหมาย
“กำหนดค่าปรับได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะเรียกได้เต็มจำนวนเสมอไป”
ดังนั้น การกำหนดค่าปรับที่ดีไม่ใช่การกำหนดให้ “สูงที่สุด” แต่ควรกำหนดให้ ชัดเจน สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับลักษณะของสัญญาและความเสี่ยงที่ต้องการคุ้มครอง
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
ด้วยประสบการณ์ด้านกฎหมายที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คุณวางใจได้ในทุกปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ครอบคลุมสัญญาต่างๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี หรือกฎหมายแรงงาน ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณหลีกเลี่ยงข้อพิพาท นอกจากนี้ เรายังเชี่ยวชาญใน กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นๆ นอกจากนี้ เรายังให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและบริการจดทะเบียนที่ครอบคลุมครบวงจรทั้งในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา
สำนักงานกฎหมาย ดร.ดิศวรบุตร เป็นผู้ให้บริการด้านกฎหมายที่ปรึกษาเอกชน มิใช่หน่วยงานของรัฐบาล และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารราชการโดยตรง